Category Archiveการลงทุน

อก่อนการลงทุน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

1. เราจะเก็บเงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง? 

ถ้าเราให้เรื่องการเก็บเงินเหมือนการไปท่องเที่ยวที่เราต้องรู้ก่อนว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหน การเก็บเงินอย่างไร้จุดหมายก็เหมือนการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอีกไกลมั้ยจะถึงที่ท่องเที่ยว

ไม่ชัดเจน

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะขับรถไปที่ไหนแล้วขับไปเรื่อยๆ นอกจากเสียเงินค่าน้ำมันรถแล้ว ยังเสียเวลาอีกด้วย การเก็บสะสมเงินก็เช่นกัน ถ้าเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเก็บไปถึงเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ เก็บที่ไหน เพราะเป้าหมายการเงินของเราไม่ชัดเจน ภาพในอนาคตมันก็เบลอๆไปด้วย

ชัดเจน

ถ้าเรารู้แล้วว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ก็จะรู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น อีก 1 ปีจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางแบบไหน (เครืองบิน รถยนต์ มอไซด์ รถทัวร์ ฯลฯ) ถ้าไปทางเครื่องบินจะได้จองตั๋วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ราคาถูก ทริปนี้เน้นกินหรือท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราจะได้ออกแบบโปรแกรมเที่ยวให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการเลือกที่พักใกล้ๆ เพื่อสะดวกกับการเดินทาง

รู้จักตัวเอง

รู้ว่าเราจะใช้เงินไปทำอะไรบ้าง โดยการตั้งเป้าหมายการเงินที่ดีต้องชัดเจน คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้เราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง สำหรับคนที่ไม่ชำนาญการใช้เครื่องคิดเลขการเงินอาจจะคำนวณแบบธรรมดาที่ยังไม่รวบเงินเฟ้อ เพื่อจะได้เห็นตัวเลขคร่าวๆว่าอนาคตควรเตรียมเงินเก็บไว้เท่าไหร่

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการเงิน (เราจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง)

  • มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่า่ย

  • อีก 20 ปีจะเกษียณ อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท (เตรียมเงินไว้ประมาณ 10 ล้านบาท)

  • อีก 1 ปีไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินประมาณ 50,000 บาท

  • อีก 10 ปีลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะเก็บเงินให้ลูกเรียนประมาณ 400,000 บาท

2. เลือกวิธีเก็บเงินให้ตรงกับเป้าหมาย 

สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาการเตรียมตัวแตกต่างกัน ถ้าไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน แพ็กกระเป๋าแป๊บเดียวก็เดินทางได้ทันที แต่ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องใช้เวลาเตรียมเยอะมาก ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ ฯลฯ

เรื่องการเก็บเงินก็เช่นกันที่ต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงิน  โดยเลือกให้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละแบบมีนั้นลักษณะเฉพาะของตัวเองและความเสี่ยงไม่เท่ากัน จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน

  • เป้าหมายการเงินระยะสั้น ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน

  • เป้าหมายการเงินระยะกลางถึงยาว ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องระดับปานกลางถึงสูง เช่น สลากออมสิน(สภาพคล่องต่ำ) กองทุนรวม(ความเสี่ยงระดับ 4 ขึ้นไป) หุ้นรายตัว ฯลฯ

รู้เป้าหมาย รู้ที่เก็บเงิน

เราต้องคิดภาพใหญ่ออกมาก่อนว่าเราจะใช้เงินทำอะไร เท่าไหร่บ้าง แล้วค่อยแบ่งย่อยลงมาว่าแต่ละเดือนจะเก็บเงินเท่าไหร่และเก็บที่ไหน

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

ภาพข้างล่างนี้เป็นบทสรุปของวิธีจัดการเงินของตัวเองว่า “ตอนนี้เราจะต้องเก็บเงินที่ไหนและเท่าไหร่” เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่คิดไว้ เช่น ฝากประจำเดือนละ 8,000 บาท ครบ 3 ปี มีเงินดาวน์บ้านเกือบ 300,000 บาท หลังกู้เงินซื้อย้านกับธนาคารแล้ว เงินออมก็จะย้ายไปอยู่ฝั่งหนี้สิน

คำถามช่วงต้นบทความตอบได้ด้วย “การตั้งเป้าหมายการเงินของตัวเอง” โดยมองภาพใหญ่ว่าทั้งชีวิตเราต้องการเงินไปทำอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลางหรือยาว เรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ แล้วเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรจัดการอย่างไรกับเงินที่มีอยู่ เช่น  แต่ละเดือนต้องเก็บเงินที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ กลยุทธ์การลงทุนซื้อหรือขาย การปรับพอร์ตทุกกี่เดือน ต้องการรับเงินปันผลหรือไม่ ฯลฯ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ มิได้ประกาศจะลดปริมาณการค้ากับต่างประเทศของสหรัฐอเมริกากับนานาประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับอเมริกา แต่จะลดการลงทุนระหว่างกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย กล่าวคือ จะกีดกันมิให้ทุนของชาวอเมริกันไปลงทุนในต่างประเทศ และกีดกันนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในอเมริกา แต่จะสนับสนุนให้บริษัทอเมริกันลงทุนในอเมริกาเท่านั้น และจะกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้มาลงทุนในอเมริกา กล่าวหาทุนอเมริกันว่าแทนที่จะลงทุนในอเมริกา สร้างงานให้กับคนอเมริกัน แต่กลับไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เท่ากับทุนอเมริกันไปลงทุนสร้างงานให้กับคนจีนแล้วกลับมาขายให้คนอเมริกันซื้อเพื่ออุปโภคบริโภค เพราะผู้ผลิตในอเมริกาไม่มีประสิทธิภาพพอจะผลิตของแข่งขันกับจีนได้ แม้กระทั่งในตลาดอเมริกาเอง

 

 

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงตั้งกำแพงภาษีไว้สำหรับเงินทุนอเมริกันที่จะนำไปลงทุนในจีนและประเทศอื่น ๆ โดยที่ตนไม่เข้าใจตลาดการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นผลเสียแก่สหรัฐและคนอเมริกันเองในระยะยาว ความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นความคิดที่ย้อนยุคกลับไปกว่า 250 ปีที่แล้ว ที่ ประธานาธิบดีมอนโรของสหรัฐ และ จักรพรรดิเฉียน หลง ของจีน รวมทั้งโชกุนของญี่ปุ่น ก็ไม่คิด

จะเปิดประเทศต้อนรับการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ แต่ในที่สุดก็สู้พลังทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้าพังทลายกำแพงที่ใช้ปิดกั้นการค้าและการลงทุนไม่ได้ จนเกิด “ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร” หรือ General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT เกิด “องค์การการค้าโลก” หรือ World Trade Organization หรือ WTO ซึ่งอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนทั้ง GATT และ WTO พยายามบีบบังคับให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของ WTO ยกเว้นประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุดทั้งจีน รัสเซีย และประเทศในยุโรปตะวันออกก็สามารถเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกได้

ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรปตะวันตกเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากอังกฤษตอนกลางในศตวรรษที่ 18 และขยายตัวแพร่หลายไปยังทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาเป็นเหตุให้ผู้ผลิตเห็นความสำคัญของ “ทุน”

ซึ่งแต่เดิมเคยให้ความสำคัญกับ “ที่ดิน” เป็นสิ่งสำคัญ ความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมที่การถือว่า “ที่ดิน” ซึ่งรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยเป็นปัจจัยผลิตที่สำคัญ กลายมาเป็น “ทุน” ซึ่งรวมทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีเป็นสำคัญ

นักลงทุนจะสังเกตเห็นว่า เมื่อมีการลงทุนแรก ๆ ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนจะสูง เพราะสามารถขายได้ราคาดี ต้นทุนจะถูก แต่เมื่อลงทุนผลิตมาก ๆ เข้า วัตถุดิบจะมีราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานก็จะสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าสำเร็จรูปที่ตนผลิตก็จะมีราคาที่ต่ำลงเพราะมีของเข้ามาขายในตลาดมากขึ้น ตามหลักเกณฑ์ธรรมชาติของตลาดผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนก็จะลดลง ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ประสิทธิภาพหน่วยสุดท้ายของทุน หรือ marginal efficiency of capital จะลดลง เมื่อผลตอบแทนลดลงจนเท่ากับดอกเบี้ยการลงทุนก็จะหยุด เงินทุนก็จะหาทางไปลงทุนที่อื่นที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนยังสูงอยู่ เพราะยังมีการลงทุนน้อย ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเกิดการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนต่ำ เพราะมีการลงทุนมาก่อนแล้ว เศรษฐกิจเจริญขึ้นแล้วมาสู่ที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนที่ยังสูงอยู่ การลงทุนข้ามชาติจึงเกิดขึ้น

เมื่อเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีการสะสมทุนมากมายังประเทศที่ยังมีการสะสมทุนน้อย แล้วนำสินค้ามาค้าขายกัน การเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศผสมกับการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเหตุให้ประเทศที่นำทุนมาลงทุนในประเทศที่รับการลงทุนได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ ประเทศที่มีทุนมากก็จะได้ผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงขึ้น ประเทศที่เป็นผู้รับการลงทุนจากต่างประเทศก็จะสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาของปัจจัยการผลิต อันได้แก่ ดอกเบี้ย และค่าจ้างแรงงาน ก็มีแนวโน้มที่จะมีความแตกต่างกันลดลงด้วย ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงานและเจ้าของทุนก็จะมีฐานะแตกต่างกันน้อยลง

เนื่องจากทุนมีน้อยและจำกัด อยู่ในมือคนจำนวนน้อย ผลตอบแทนของเงินทุนจึงสูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อผู้ใช้แรงงาน เพราะแรงงานมักจะมีมากจนเกินความต้องการของตลาด อำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานกับผู้เป็น

เจ้าของทุนจึงมีน้อยกว่า การจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองกับเจ้าของทุนจึงเกิดขึ้น นอกเหนือจากรัฐบาลที่จะต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อให้การต่อรองเป็นไปอย่างยุติธรรม การเกิดขึ้นของ “ค่าแรงขั้นต่ำ” และกรรมการไตรภาคีในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำจึงเกิดขึ้น

การลงทุนระหว่างประเทศจึงมีส่วนสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างประเทศก็เป็นแรงผลักดันให้มีการลงทุนระหว่างประเทศ

เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ ความแตกต่างของผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิต อันได้แก่ แรงงาน และเงินทุน จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต อันได้แก่ การเคลื่อนย้ายของเงินทุน และแรงงานการเคลื่อนย้ายของทุนมักจะไม่มีปัญหา ประเทศที่ขาดแคลนเงินทุนก็ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศที่มีเงินทุนเหลือเฟือก็ต้องการนำเงินมาลงทุนในประเทศที่ขาดแคลนเงินทุน ซึ่งค่าตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนมักจะสูงกว่า

แต่ในกรณีแรงงาน แม้จะมีแรงผลักดันให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่ผลตอบแทนต่อการจ้างงานสูงกว่า แต่กรณีนี้ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทุกประเทศจึงกีดกันการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า มีค่าจ้างแรงงานสูงกว่า มีรายได้โดยทั่วไปสูงกว่า หากปล่อยให้มีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา

มาก ค่าจ้างแรงงานก็จะลดลง หรือถ้าค่าจ้างแรงงานของแรงงานท้องถิ่นไม่ลดลง “การว่างงาน” ในประเทศที่ค่าจ้างแรงงานสูงก็จะเกิดขึ้น เพื่อรักษาระดับค่าจ้างแรงงานและรายได้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศให้สูงขึ้น ทุกประเทศจึงกีดกันการโยกย้ายแรงงานจากประเทศที่มีแรงงานเหลือเฟือเข้ามาสู่ตลาดแรงงานของตน

ประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีระบบสวัสดิการสังคม หรือ social welfare ที่ดีกว่าระบบสวัสดิการสังคมของผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า หมายความว่า ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงกว่า แต่ด้วยเหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อย เรื่องความเป็นธรรมในสังคม “ผู้ที่เอาจากสังคมมากกว่าก็ควรเป็นผู้ที่ให้กับสังคมมากกว่า” ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข อาหารการกิน การมีโอกาสในระบบเศรษฐกิจเสรีมากกว่า เนื่องจากตนได้เปรียบในเรื่องอื่น ๆ จึงเป็นเหตุให้ตนได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่น ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่นก็ควรต้องรับภาระต่อสังคมมากกว่าผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข

 

เมื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมมีความแตกต่างกันไม่มาก อันเป็นเหตุผลของภาษีที่ควรจะก้าวหน้า progressive แทนที่จะถดถอย regressive ประเทศที่ก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับสูง ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องสวัสดิการสำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับหนึ่งมีสูง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากก็อยู่ไม่ได้

จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงาน ใช้เครื่องยนต์กลไกออโตเมติก ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคนมากขึ้นจึงจะอยู่ได้ มิฉะนั้น ก็จะต้องโยกย้ายทุนและโรงงานไปอยู่ในต่างประเทศ

รายได้ของประเทศจากการส่งออกสินค้าและแรงงาน เมื่อเทียบกับรายได้จากเงินปันผล ดอกเบี้ย รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์ นิมิตสิทธิ์ ค่าเช่าและลาภลอย หรือ capital gain จากการเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพย์สินทางการเงิน หรือทรัพย์สินอย่างอื่น ๆ รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งต้องพึ่งตลาดทุนในสหรัฐอเมริกาในฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าของโลก

จากทุนที่เคยอยู่ในยุโรปแต่ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่อเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงเป็นศูนย์กลางตลาดเงิน อันได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ และเป็นศูนย์กลางของตลาดทุน การระดมทุนขนาดใหญ่ในโลกต้องผ่านบริษัทตัวแทนของสหรัฐรับประกันการขายทรัพย์สินทางการเงิน

กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับคนอเมริกันจำนวนมหาศาลให้กับผู้ออมในสหรัฐ แม้ว่าจะมีความผันผวนขึ้นลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่ก็มีความแน่นอนขั้นหนึ่งที่ผู้ที่เกษียณอายุจะได้รับหลักประกันระดับหนึ่งที่สูงกว่าประเทศอื่น

 

 

การประกาศให้สหรัฐถอยหลังเข้าคลองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ในระดับสูง หรือจะเป็นไปได้ก็ในระดับต่ำมากแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศในทางลบให้กับการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่น ไปยังแหล่งที่ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงกว่า เป็นการลดผลประโยชน์ของผู้ออมซึ่งจำนวนมากเป็นครัวเรือนชาวอเมริกัน เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง อัตราการออมก็ต้องสูงกว่าประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำ ทุกฝ่ายทั้งผู้ออมในสหรัฐและผู้ใช้เงินออมในประเทศกำลังพัฒนา เสียผลประโยชน์หมดทุกฝ่าย

ความอันตรายของ FOREX

ความอันตรายของ FOREX

ความอันตรายของ FOREX  หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำโฆษณาว่ารวยเร็ว แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่ ถ้าเรารู้ก่อน ก็จะได้ไม่ต้องไปเจอกับตัวเอง คำว่าเทรด FOREX มักใช้แทนการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีทุกสกุลเงินตั้งแต่ ดอลลาร์ ปอนด์ ยูโร เยน ทีนี้ถ้าเราเก็งถูกก็ได้เงิน ถ้าผิดก็เสียเงิน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตลาด FOREX มีการซื้อขายมหาศาล

การซื้อขายในตลาด FOREX ใหญ่กว่ามูลค่าที่ซื้อขายหุ้นทั้งหมดในโลกนี้ 27 เท่า หรือมีมูลค่า 4 เท่า ของ GDP ทั้งหมดของโลก ปี 2017 โลกมี GDP ทั้งหมด 2,500 ล้านล้านบาท ส่วนประเทศไทยทั้งประเทศมี GDP 14 ล้านล้านบาท ก็ลองจินตนาการเอาเองว่าตลาดนี้เงินสะพัดขนาดไหน คนที่ซื้อขายก็มีทั้ง คนที่ทำธุรกิจนำเข้า ส่งออก รัฐบาล สถาบันการเงิน กองทุน เทรดเดอร์รายย่อย เรียกได้ว่าแต่ละคนก็มีจุดประสงค์ในการซื้อขายแตกต่างกัน เช่น คนไทยที่ทำธุรกิจส่งออกขายสินค้าได้เงินดอลลาร์ ก็อยากแลกกลับมาเป็นเงินบาท คนไทยที่อยากไปลงทุนต่างประเทศ ก็อยากแลกเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์ เรียกได้ว่าตลาดนี้กว้างใหญ่มาก มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนี้ก็คงไม่สำคัญไปกว่าอาวุธชนิดหนึ่งของวงการ FOREX ที่เรียกว่า LEVERAGE การ LEVERAGE คือการซื้อขาย FOREX ในวงเงินที่มากกว่าเงินตัวเอง สำหรับทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น หุ้น ปกติแล้วจะให้ใช้ LEVERAGE อย่างมาก 2 เท่า หรือ ถ้าเป็นทรัพย์สินประเภทอนุพันธ์ก็จะ LEVERAGE ได้สูงขึ้นได้เกือบ 10 เท่า ส่วน FOREX เราอาจทำได้ถึง 100 เท่า เช่น ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เราสามารถซื้อ FOREX ในวงเงิน 10,000,000 บาทก็มี ถ้าวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสทุกอย่างเข้าทางเรา ถ้าเราแทงขึ้น ขอให้แค่ราคาขึ้นไป 1% ถ้าเราใช้การ LEVERAGE ที่ 10 เท่า ก็เหมือนเราได้ 10% ถ้าเรา LEVERAGE ที่ 100 เท่า ก็เหมือนเราได้ 100% แต่.. โลกนี้มันมีวันที่โหดร้ายเสมอ ในวันที่โชคไม่เข้าข้างเรา ในทางกลับกัน เราก็อาจจะเสียเงินหมดภายในพริบตา และเมื่อเราเสียหมด เราก็อยากจะเอาคืน แทงหนักกว่าเดิมเพื่อที่จะได้เงินของเก่าคืนไปเรื่อยๆ.. จนเรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินของเรา ดังนั้นคนที่เทรด FOREX แบบมืออาชีพ ต้องมีวินัยขั้นสูง เพราะระหว่างทางจะมีเหตุการณ์ของโลกให้เราจิตตกตลอดเวลา วันนี้เกาหลีเหนือจะยิงนิวเคลียร์ วันต่อมาเกาหลีเหนือบอกยุตินิวเคลียร์ อีกวันนึงซีเรียโดนบอมบ์ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดนี้ต้องแข่งกับคนเก่งๆ อีกเป็นล้านคน คนที่ชนะวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะชนะติดต่อกันไปเรื่อยๆ คนที่เข้าตลาดนี้มีทั้งคนที่สำเร็จ และมีคนที่ไม่สำเร็จ

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

และสำหรับในวันนี้ เว็บของเราเว็บ loaneasy-payday.net ก็จะมีบทความดีๆมาฝากทุกๆคนกัน โดยสำหรับในวันนี้จะเป็นบทความเกี่ยวการ การลงทุนกับ forex

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การเทรด Forex คือ นั้นก็คือการ แลกเปลี่ยนเงินตรา และจะเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตรา ในต่างประเทศเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่า ประเทศไทยนั้น forex นั้นถือว่าเป็นส่งที่ยังไม่ถูกกฏหมาย ในบ้านของเราสักเท่าไหร่ และสำหรับมือใหม่ อยากเทรดฟอเร็กซ์ (forex) และไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ความรู้พื้นฐานและสิ่งจำเป็นต้องมี วิธีเทรด forex ทำอย่างไร บทความนี้จะไกด์นำทางให้ท่านเข้าใจตลาด เพื่อที่จะทำให้ ท่านสามารถที่ จะเทรด forex ในตลาด ที่ทำกำไรในตลาด forex ได้อย่างถูกวิธี เทรด forex คือ การเก็งกำไรค่าเงิน บางทีก็เรียกว่า เทรดค่าเงิน หรือ เล่น forex ซึ่งเป็นการหากำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของสกุลเงินต่าง ๆ

ข้อมูลหลักๆ ที่ต้องรู้ ได้แก่อะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกันดีกว่า

ความรู้พื้นฐานในตลาด forex มีอะไรบ้าง

ประวัติความเป็นมาของ forex

Forex (ฟอเร็กซ์) ย่อมาจากคำว่า Foreign Exchange Market คือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความเป็นมาในอดีต การซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะทำโดยธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์แบงก์ สามารถทำได้โดยธนาคารใหญ่ ๆ ของแต่ล่ะประเทศเท่านั้น

forex ทำเงินได้อย่างไร

การเทรดค่าเงินในตลาดฟอเร็กซ์(Forex)รูปแบบการซื้อ-ขาย(เทรด)จะอยู่ในรูปแบบคู่สกุลเงิน (Currency Pair) กำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับส่วนต่างของค่าสกุลเงินที่กำลัง Match กันอยู่ ณ ขณะนั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การซื้อในราคาต่ำแล้วขายราคาสูง หรือการได้ขายในราคาสูงจากที่ซื้อมาราคาต่ำเป็นต้น

ตลาดเปิด-ปิด เวลาไหน

ตลาด Forex เปิดทำการซื้อ-ขาย ตลอด 24 ช.ม.ในวันจันทร์-ศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์

สกุลเงินหลักที่คนส่วนใหญ่นิยมเทรดมีอะไรบ้าง

คู่เงินที่นิยมเทรดกันมากสุด อันดับหนึ่งคือ EURUSD มากถึง 38 % อันดับสอง คือ USDJPY 23% อันดับสาม คือ GBPUSD 21 %

อุปกรณ์และเครื่องมือที่นักเทรดที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง

อีเมล (email) ใช้ ลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชี เทรด
บัญชีเงินฝาก และงบการลงทุน
เอกสารที่ใช้ยืนยันเพื่อเปิดบัญชีเทรด
คอมพิวเตอร์ PC, MAC หรือสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, แฟบเล็ตฯ ที่มีอินเตอร์เน็ตเสถียร ความเร็วตั้งแต่ 4 Mbs ขึ้นไป
ติดตั้งโปรแกรมเทรดชื่อว่า MetaTrader 4-5 (mt4,mt5) ติดตั้งได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ ios,android,windows

เปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ forex

เปิดบัญชี ทดลอง (Demo) เพื่อฝึกทดลองเทรด เพื่อเรียนรู้และ หัดใช้โปรแกรมเทรดให้ชำนาญ
เปิดบัญชีจริง (Real) เทรดเงินจริง ดูวิธี เปิดบัญชี Forex

ความรู้และเทคนิคต่างๆ เพื่อใช้ในการเทรด

เข้าใจคำ ศัพท์ที่ใช้ในตลาด forex และโปรมแกรม MT4
รู้จักติดตามหัวข้อ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวสำคัญ ทั้งในและต่างประเทศ
มีความรู้พื้นฐานการลงทุนทั่วไปอยู่บ้างเข้าใจหลักการลงทุน
มองกราฟเป็น และ สามารถวิเคราะห์เทคนิคพื้นฐานทั่วไปได้
รู้จักเครื่องมือเพื่อช่วยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

หลังจากที่ได้ทำการเทรดเงินจริงไปชักระยะหนึ่ง รวมทั้งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆตามลำดับ

เราควรมีการประเมินผล(การเทรด) ที่ผ่านว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เพื่อจะได้พัฒนา ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น รู้จักใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคหรืออินดี้ (Indicator) ต่างๆ ซึ่งปกติ เครื่องมือหลัก หรืออินดิเครเตอร์ดังกล่าวจะมีแถมมาให้ในโปรแกรมเทรด MT4 ครบอยู่แล้ว ปกติโบรกเกอร์ชั่นนำส่วนใหญ่จะมีให้บริการซิกแนล (Signal) หรือ สัญญานการเทรดเพื่อประกอบในการตัดสินใจ อีกทั้งในแฟลตฟอร์ม MT4 จะมีปลั๊กอินเสริม(รองรับเฉพาะบางโบรกเกอร์) ซึ่งเป็นปลั๊กอินช่วยวิเคราะห์ทิศทางหรือสัญญานของตลาด ปกติที่เป็นที่นิยมหลักๆจะมีอยู่สองค่ายคือ Trading Central กับ Autochartist นั้นเอง

สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอคือการมี MM (Money Management) หรือหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีนั่นก็คือ

หลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีคือ

การเทรดที่เป็นตัวของตัวเอง คือสามารถเรียนรู้การใช้กราฟทางเทคนิคช่วยในการตัดสินใจหรือรู้จักใช้ indicator เป็นตัวชี้จังหวะที่จะเข้าหรือออกจากตลาด
ใช้ระบบเทรดที่เหมาะสม เช่นการใช้ระบบเทรดอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดด้วยอารมณ์
วางแผนการเทรดให้ชัดเจน เช่น คาดหวังหรือวางเป้ากำไรไว้เท่าใด? เมื่อไหร่จะเข้าตลาด ? จะลงทุนเท่าไหร่ ? หากไม่เป็นตามแผนแล้วกำหนด Stop loos ช่วงไหน ?
มีการบริหารเงินทุนที่ดี เช่นแบ่งเงินทุนเป็นอัตราส่วน แล้วทยอยเทรดไปทีล่ะส่วน
เทรดอย่างมีวินัย เช่นเทรดตามแผนไม่เทรดตามอารมณ์ เพราะความโลภอาจทำให้กำไรหดหาย หรือบางทีความกลัวอาจทำให้พลาดโอกาสกำไรที่งดงาม

 

เงินน้อย ก็สามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้

เงินน้อย อยากลงทุนก็สามารถลงทุนได้ และสามารถสร้างเงินได้เยอะอีกด้วย

สำหรับในวันนี้นั้น จะมีบทความดีๆมาฝากทุกๆคนกัน โดยจะเป็นบทความเกี่ยวกับ เงินน้อย ก็สามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้ เผื่อว่าคุณจะประสบความสำเร็จก็เป็นได้

เงินน้อย ก็สามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้

โดยในเรื่องของเงินนั้น ถือว่าเป็นสิ่ง หรือว่าปัจจัยที่สำคัญในการลงทุน แต่ว่าถึงเราจะมีเงินน้อยใช่ว่าเราจะไม่สามารถที่จะลงทุนได้ เพราะการลงทุนยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน เช่น เรื่องของระยะเวลา อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง
โดยถ้าเกิดว่าเรามีเงินทุนน้อยนั้น จึงทำให้เริ่มต้นยิ่งเร็วยิ่งดีกว่าเป็นอย่างมา เนื่องจากว่าเวลาจะช่วยให้เกิดอัตราดอกเบี้ยทบต้น ผลตอบแทนที่จะได้รับจะยิ่งทวีคูณตามกาลเวลา ดังนั้นการเริ่มต้นยิ่งเร็วยิ่งดี
โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน ก็คือความรู้และวินัย ดังนั้นเราจึงหมั่นหาความรู้และ หัดลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าใครจะเงินมาก เงินน้อย ก็จะสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายๆเลยทีเดียว

“เงินน้อย” แต่อยากลงทุน ปัญหาสำคัญของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน แค่ลำพังค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็แทบจะชนเดือนแล้ว เงินออมน้อยขนาดนี้ จะแบ่งไปลงทุนได้สักกี่บาทกันเชียว

ก็ต้องบอกว่าเงินนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะว่า เงินมาก เราก็จะได้ผลตอบแทนได้กลับมาเยอะเหมือนกัน  วันนี้มีเคล็ดลับมาแนะนำ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแต่เงินน้อย ซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ก่อนอื่นพี่ทุยอยากให้ทุกคนเข้าใจในมิติของการลงทุนก่อน ถ้าจะให้พูดอย่างคร่าวๆ การลงทุนจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เงินที่ลงทุน อัตราผลตอบแทนที่เราจะได้รับ (ซึ่งส่วนมากจะให้เป็นเปอร์เซ็นต์) และระยะเวลา ทั้งสามส่วนนี้นั้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลย

เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเริ่มก่อนยิ่งได้เปรียบไปหลายช่วงตัว
สิ่งแรกที่หลายคนมักมองข้ามไปแต่สำคัญมากๆ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่คิดอยากลงทุน คนส่วนมากมักจะนึกถึง เงินทุน และผลตอบแทนก่อนเป็นอย่างแรก “ลงทุนกี่หมื่นกี่แสนดีนะ?” “อัตราผลตอบแทนเยอะมั้ย? ถึง 10% ต่อปีหรือเปล่า”

จริงๆ แล้วเงินทุนที่เยอะ หรืออัตราผลตอบแทนที่สูง ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผลตอบแทนมากขึ้นจริงๆ แต่ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันเงินทุนนั้นหาได้ง่ายๆที่ไหนล่ะ อัตราผลตอบแทนที่มาก ก็มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นเดียวกัน

ก็คงมีเพียงแต่เวลาเท่านั้นที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่กลับมีผลมากกว่าที่หลายๆคนคิดเลยแหละ การเริ่มต้นลงทุนก่อน หรือการให้เวลากับการลงทุนมากกว่า จะให้ผลตอบแทนเพิ่มได้มากขนาดไหนกัน

“ผลจากอัตราดอกเบี้ยทบต้นมีผลมากกว่าที่คิด”

เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่า ว่าถ้าพี่ทุยลงทุนในระยะเวลาที่ต่างกัน โดยใช้เงินทุนและอัตราผลตอบแทนเท่ากัน ผลตอบแทนจะออกมาต่างกันขนาดไหน

เริ่มลงทุนในปี 2560 เมื่อถึงปี 2580 จะมีเงินเท่าไหร่ ?
สมมติให้ลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ที่ให้ผลตอบแทน 7% ต่อปี
เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี จะมีเงินรวม 2,604,633 บาท
แบ่งเป็นเงินต้นเท่ากับ 1,200,000 บาท
และผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 1,400,000 บาท

หลังจากหักเงินต้นออกแล้ว ก็จะมีเงินงอกขึ้นมาตั้งเท่าตัวแหนะ

เริ่มลงทุนก่อนหน้านี้แค่ 5 ปี (คือปี 2555) เมื่อถึงปี 2580 พี่ทุยจะมีเงินมากกว่าเท่าไหร่ ?
ถ้าลงทุนเดือนละ 5,000 บาทเหมือนเดิม แต่เริ่มต้นก่อนเพียง 5 ปี
เท่ากับว่าลงทุนทั้งหมด 25 ปี พี่ทุยจะมีเงินรวมมากถึง 4,050,358 บาท
แบ่งเป็นเงินต้นเท่ากับ 1,500,000 บาท
และผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 2,550,358 บาท

อธิบายเลยละกัน ว่าเงินมันงอกมามากขนาดไหน !!!

เพียงเริ่มก่อนแค่ 5 ปีเท่านั้น เงินยังงอกมาเพิ่มได้มากขนาดนี้ แต่ถ้าเริ่มก่อนอีกเงินจะเพิ่มมามากขนาดไหน อย่างที่พี่ทุยบอก ผลจากอัตราดอกเบี้ยทบต้นนั้นมากมายจริง ให้เวลากับการลงทุน แล้วเวลาจะให้ผลตอบแทนเรากลับอย่างคุ้มค่าแน่นอน

อัตราผลตอบแทนมักมาพร้อมกับความเสี่ยง เลือกให้เหมาะกับที่เรารับไหว

ความเสี่ยงไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป เพราะในการลงทุนที่ความเสี่ยงสูงก็มักจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับที่ตัวเรารับไหว

ถ้าคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ภาระค่าใช้จ่ายยังไม่สูงนัก และแรงกายแรงใจยังเหลือ ก็สามารถเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพื่อที่จะได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูง เมื่อเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ล้มแล้วลุกใหม่ได้ไม่ยาก

แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือคนที่มีภาระในชีวิตเยอะๆ ก็อาจจะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้มาก เช่น ถ้าเป้าหมายทางการเงิน คือ การสะสมไว้ใช้ในวัยเกษียณ การลงทุนที่ผิดพลาดนั้น หมายถึง เกษียณแล้วจะไม่มีเงินใช้ เมื่อถึงวัยนั้นแล้ว การจะล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินแบบนี้ จึงควรเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย แล้วยอมให้อัตราผลตอบแทนน้อยลงจะดีกว่านะ

แต่ก่อนที่จะไปเลือกความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยงก็สำคัญ ถ้าเป็นการลงทุนในกองทุนรวมก็จะดูง่ายหน่อย เพราะแต่ละกองทุนก็จะมีบอกถึงความเสี่ยง ต่ำ ปานกลาง สูง ให้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆ อย่างนี้ก็ต้องยิ่งรอบคอบให้มากขึ้น

ความรู้ทางการเงินและวินัยสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
ถึงแม้ “ความรู้” และ “วินัย” ทางการเงินจะไม่ใช่ตัวแปรหลักในการลงทุน แต่พี่ทุยว่ามันคือพื้นฐานสำคัญที่เราควรมีก่อนเริ่มลงทุนเสียอีก

ความรู้ทางการเงินที่มากขึ้น อาจจะทำให้เรามีช่องทางการลงทุนที่ดีขึ้น ทั้งเวลา ความเสี่ยง และเงินทุน อาจจะใช้น้อยลง แต่ได้ผลตอบแทนมากขึ้นได้

แต่ถ้าเราไม่มีวินัยทางการลงทุน ทุกอย่างจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำทุกๆเดือน อาจจะแบ่งเงินเพื่อการลงทุนไว้ก่อนเลยในต้นเดือน เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอในการลงทุน ทำไปเรื่อยๆ ให้เป็นนิสัยที่ดีติดตัวไว้เริ่มต้นวันนี้ เพื่อเป็นเศรษฐีในวันข้างหน้ากันนะทุกคน

*ขอบคุณบทความดีๆจาก moneybuffalo.in.th

5 เทคนิคการลงทุนที่ดีที่สุด

5 เทคนิคการลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับ”มนุษย์เงินเดือน”ทุกคน

5 เทคนิคการลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับ”มนุษย์เงินเดือน”ทุกคน

มีหลายคนชอบถามถึงวิธีการออมเงินและลงทุนมาอยู่เรื่อยๆ วันนี้มีโอกาสเลยรวบรวม 5 เทคนิคการลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับ”มนุษย์เงินเดือน”ทุกคน มาฝากกัน สำหรับแนวคิดและวิธีการหลักๆ จะเป็นการสะสมเพื่อเป้าหมายระยะยาว และใช้วิธีการทยอยสะสมเงินทุกเดือน ในจำนวนเท่าๆ กัน ซึ่งผมมองว่าเป็นวิธีที่สอดคล้องกับการทำงานของมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เข้ามาเป็นประจำและต่อเนื่อง นั้นเอง ส่วนจะมีวิธีไหนบ้างนั้น เรามาลองดูกันเลย

5 เทคนิคการลงทุนที่ดีที่สุด

 

1. ฝากประจำ / กองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเพิ่งเริ่มต้นออมเงิน และยังไม่มีความรู้ในการลงทุนมากนัก เราขอแนะนำ วิธีนี้เลยเป็นวิธีแรก การสร้างวินัยโดยการฝากประจำทุกๆ เดือนเท่ากัน โดยมี 2 กลุ่มที่อยากจะแนะนำครับ นั่นคือ เงินฝากประจำปลอดภาษี กับ กองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น

เงินฝากประจำปลอดภาษี คือ เงินฝากประเภทหนึ่งที่กำหนดให้เราฝากประจำทุกๆ เดือน เป็นจำนวนที่เท่าๆกัน เช่น เดือนละ 1,000 บาท ติดต่อกันเป็นเวลา 24 เดือน

กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถาม หรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปีครับ

 

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ออฟฟิศมีสวัสดิการ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ไว้ให้ เพื่อให้พนักงานออมเงินและลงทุน โดยกองทุนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณนั่นเอง โดยปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนสามารถเลือกสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ตั้งแต่ 2-15% ซึ่งเราขอแนะนำให้ตัด % ที่มากที่สุดเท่าที่ไหวนะครับ เพื่อเป็นการสร้างวินัยในการออมเงินได้เป็นอย่างดี

 

3. สหกรณ์ออมทรัพย์

ถ้าหากที่ทำงานของเรานั้น มีสหกรณ์ออมทรัพย์ การเลือกสะสมหุ้นของสหกรณ์ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจ โดยผลตอบแทนที่ได้รับนั้นจะมาจากเงินปันผลในแต่ละปี ซึ่งอัตราผลตอบแทนนั้นดีกว่าเงินฝากธนาคารและกองทุนตราสารหนี้แน่นอนครับ  สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ อย่าลืมตรวจสอบการบริหารงานและการจัดการสหกรณ์ของที่ทำงานเราด้วยว่า ดีแค่ไหน มีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างปลอดภัยครับ

 

4. กองทุนรวม

สำหรับเรื่องกองทุนรวมในข้อนี้จะเน้นไปที่กองทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นครับ หลังจากที่เราพูดถึงกองทุนรวมในส่วนแรกที่ไว้ใช้พักเงินหรือรับผลตอบแทนระยะสั้นกันไปแล้วในข้อแรก แต่ข้อนี้จะพูดถึงกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับที่ 4 ขึ้นไป ซึ่งตรงนี้ต้องดูจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้และผลตอบแทนที่ต้องการของแต่ละคนประกอบกัน ในส่วนของการลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือนในข้อนี้ อยากแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แทนครับ

 

5. ออมหุ้น

สำหรับทางเลือกสุดท้ายนั้น ถือว่าเป็นการลงทุนและมีความเสี่ยงค่อนข้างมากครับ โดยหลักการนั้นคือการเลือกออมหุ้นรายตัว ซึ่งตรงนี้แนะนำให้เลือกหุ้นให้ดี มองเห็นการเติบโตที่เหมาะสม และสามารถอดทนลงทุนเป็นระยะเวลานานได้ ทุกวันนี้มีให้บริการออมหุ้นอยู่หลายแห่งครับ เข้าใจว่าเร็วๆนี้จะมีให้เลือกมากขึ้นอีกครับ ซึ่งตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละที่ได้ตามใจเลย ลองค้นหาคำว่า ออมหุ้น ใน Google ก็ได้นะครับ มีหลายเจ้าอยู่

 

สุดท้ายนี้ผมก็ขออวยพรให้คนที่อ่านบทความนี้ พบวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองนะครับ ส่วนผมขอเป็นทางเลือกหนึ่งในการแชร์ประสบการณ์ความรู้ ถ้าใครอ่านดูแล้วคิดว่ามีประโยชน์

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ

พฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินและการลงทุน พวกเขาจะมีมาตรฐานและระเบียบวินัยในการจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงนั้นก็คือ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การวัดความสำเร็จของเป้าหมายรวมถึงพฤติกรรมที่กำลังเป็นความเสี่ยงด้านการเงิน

ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ ซึ่งมันสามารถดูหลากหลายด้านมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดรายรับรายจ่าย ใน Excel แล้วแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงพอร์ตการลงทุนไว้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย

 

1. ความสำเร็จในการบริหารเงิน

คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของรายจ่ายมากกว่ารายได้ เลยจะต้องดูว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ซึ่งรายจ่ายหลักๆ ก็คือ

1) รายจ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าจะกินหรูก็กินได้ แต่อย่ากินทุกวันจนค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะจนติดเป็นนิสัยการใช้เงิน การเพิ่มค่าใช้จ่ายมันง่าย แต่ลดน่ะยากมาก

2) รายจ่ายพิเศษ รายจ่ายนานๆ พวกไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเกมส์ ทีวี ฯลฯ จัดสรรเมื่อมีเงินเหลือเยอะระดับนึงแล้วค่อยใช้ จะไม่ใช่แนว รูดๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายที่หลังยังไง

3) รายจ่าย (เงินออม) เพื่ออนาคตจะวางแผนเกษียณหรือสร้างอนาคตจะต้องมีเงินออมก่อน แล้วมองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อสร้างความมั่งคั่งพื้นฐานในอนาคต เช่น จ่ายค่าประกัน จ่ายเพื่อการลงทุน (ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีกิน) และค่อยต่อยอดด้วย “การออม” เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น

 

2. ความสำเร็จในการสร้างรายได้

แต่ละวันค่าครองชีพมีแต่แนวโน้มจะแพงขึ้น การมีรายได้ลดลงเนี่ยอาจจะทำให้กลุ้มใจได้ หากเราทำงาน มีผลงานและประสบการณ์ทำงานมากขึ้น โอกาสได้เงินเดือนเพิ่มก็เยอะครับ แต่อย่างว่านะครับในแต่ละองค์กรนั้นมักจะมีการจัดการต่างกัน บางทีเราอาจจะเก่งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ในการปรับเงินเดือน ก็อย่าลืมตั้งใจทำงานต่อไปนะครับ

สำหรับการทำงาน Freelance ก็ต้องตั้งเป้าหมายเหมือนกันในเรื่องรายได้ ในช่วงปีแรกๆอาจจะยังไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเราสร้างชื่อเสียงมากขึ้น มันย่อมมีงานมากขึ้น สามารถเพิ่มค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน ปีต่อไปก็จะตั้งเป้าให้สูงขึ้น ต้องสร้างผลงานมากขึ้น

 

3. ความสำรวจเสี่ยงต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระทบการเงิน

ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมากเพราะมันส่งผลกระทบทางด้านการเงินสูง ซึ่งความเสี่ยงจริงๆมีหลายรูปแบบจะวัดผลในเชิงการคาดการของตัวเองว่าจะเกิดผลอย่างไร แล้วมันจะเป็นอย่างไร เช่น

1) ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ถ้ารายได้ผันผวน แล้วเรากำลังต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ๆ ที่จำเป็น ซึ่งมีโอกาสทำให้เราช็อตเงินได้

2) ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น โอกาสเจ็บป่วยแล้วทำงานไม่ได้จะจัดการอย่างไร พ่อแม่แก่แล้วถ้าเราเป็นอะไรไปจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ก็จะกลับมาในเรื่องของประกันความเสี่ยงต่างๆ

 

4. ความสำเร็จในการลงทุน

แต่ละเดือนแต่ละปีถ้าเราจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายและบริหารเงินทองได้ รายได้เพิ่ม รายจ่ายควบคุมได้ ยังไงต้องมีเงินออมเพิ่มออกมาแน่ๆ ซึ่งเราสามารถนำมาลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

1) วัดผลการสร้างวินัยในเป้าหมายระยะสั้น แต่ละเดือนแต่ละปีจะต้องออมเพิ่มขึ้นอย่างไร เรามีอะไรมากขึ้นมาบ้างจากเวลาที่ผ่านมา ในส่วนของเงินออมที่จะนำมาลงทุน ปีนี้เริ่ม DCA ที่ 1,000 บาท ปีต่อไปเงินเดือนขึ้นจะซื้อมากขึ้นเป็น 2,000 บาท 5,000 บาทดีไหม เพราะฉะนั้นแล้วเงินทุนที่เรานำไปลงทุนต่อปีมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

2) วัดผลเป้าหมายในระยะยาว เช่น ต้องมี 1 ล้านแรกให้ได้ หรือ จะต้องมี 10 ล้านให้สามารถใช้ในยามเกษียณได้อย่างไม่ลำบาก ในการวางแผนนี้มันจะสอดคล้องกับระยะสั้นด้วยนะ

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ในบทความนี้เราก็จะมีพูดถึงคำถามที่หลายๆคนสงสัยกันว่า ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท ตอบตามตรงเลยว่า……ได้อยู่แล้ว ทำไมจะไม่ได้หล่ะ เพียงแต่ว่าลักษณะของการลงทุนนั้นอาจจะไม่ใช่ลักษณะของการลงทุนโดยตรงซะทีเดียว แต่จะเป็นการลงทุนทางอ้อมโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับนักลทุนรายย่อยทั่วไป ที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกู้หลายๆรุ่น และ กระจายความเสี่ยงในเรื่องของจังหวะเวลาซื้อขายแทนนักลงทุน ส่วนจะมีกองทุนรวมแบบไหนบ้างนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าเราจะ ลงทุนหุ้นได้ไหม แล้วถ้าลงทุนได้จะลงทุนหุ้นตัวไหนดี ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มดูกันได้เลย

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

 

#1. กองทุนรวมตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล บัตรเงินฝาก ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งมันมีความเสี่ยงในระดับต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท โดยที่เราสามารถเลือกระดับความเสี่ยงได้จากนโยบาลการลงทุนของกองทุนว่ากระจายการลงทุนไปตราสารกหนี้ประเภทใดบ้าง ตราสารหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนเท่าใดได้อีกด้วย

#2. กองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้อายุสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อยแถมยังมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงหรือเป็นเงินก้องที่มีวัตถุประสงค์การใช้เงินแล้วแน่นอนในอนาคตได้นั้นเอง

#3. กองทุนรวมหน่วยลงทุน คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนที่จัดตั้งโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม มีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้นเพราะมีการกระจายการลงทุนไปหลายกองทุน ซึ่งมันเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญในการกระจายควาเสี่ยงในการลงทุนมากที่สุด

#4. กองทุนรวมผสม คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน ไม่เกินร้อยละ 65 และไม่เกินร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมผสมจะลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นพร้อมๆ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเหมือนกัน กองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูงขึ้นและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวทางการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้แนะนำไป สิ่งที่สำคัญของการลงทุนตราสารหนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกดูนโยบาลการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง และประเภทของกองทุนว่าเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะการที่เราศึกษานโนบายการลงทุนของกองทุนให้ดีก่อนนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงหรือความเข้าใจในกองลงทุนรวมแต่ละประเภท สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะลงทุนกับอะไรซักอย่างจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกองทุนรวมที่จะทำการลงทุนซะก่อนเป็นอย่างแรก ประเภทของกองทุนรวมนั้นมีหลายประเภทโดยผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะแตกต่างกันออกในแต่ละกองทุนรวม โดยที่เราก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป หรือสามารถเข้าไปสอบถามกับพนักงานของธนาคารที่เราจะไปลงทุนนั้นได้เลย ซึ่งเขาก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำกองทุนรวมที่เหมาะสมกับสภาพความคล่องทางการเงินของเราเอง

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

วิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มเงินออม คือ ต้องเพิ่มรายรับ หรือ การลดรายจ่าย ถ้าลดรายจ่ายเราสามารถทำได้ทันที แต่ถ้าหากจะเพิ่มรายได้ต้องใช้เวลาในระยะยาว ซึ่งถ้าเป็นไปได้เราขอแนะนำทั้งสองวิธีเลยละกัน คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมถ้าหากเราสามารถที่จะเพิ่มรายรับเองได้โดยการให้เงินทำงานแทนเรา ก่อนที่เราจะมาเริ่มพูดถึงเรื่องการเพิ่มรายได้กันนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของรายได้กันก่อนเลย โดยที่ประเภทของรายได้นั้นมี 2 ประเภทนั้นก็คือ  รายได้หลัก(Active Income) คือ รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน งานประจำที่ทำอยู่ งานรับจ้าง งานขายของทั้งหลาย ล้วนเป็น Active Income ถ้าเกิดวันดีคืนดีเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ เงินก็หายไปทันที ส่วน รายได้ทางอ้อม(Passive Income) คือ รายได้ที่ไม่ต้องใช้เวลาทำงานเพื่อแลกเงิน แต่กลับสร้างรายได้ให้กับเราเพิ่มขึ้น ซึ่งนั้นก็คือสิ่งที่เราจะมาแนะนำ 4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้ ให้กับเพื่อนๆกันนั้นเอง

 

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

1. สร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ต

การสร้างรายได้ด้วยวิธีนี้ สร้างรายได้จากเว็บไซท์ใดๆก็ได้ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต ตามกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การคลิกลิงค์ การขายสินค้า หรือแม้แต่การสมัครสมาชิก  โดยเราจะได้ค่านายหน้าแต่เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นเป็นผู้กำหนด บางคนอาจจะเริ่มต้นจากการทำเวปไซด์ ทำบล็อก แล้วเขียนบทความต่างๆ หลังจากนั้นถ้าประสบความสำเร็จ มีคนเข้าเวปมากมาย ก็เตรียมตัวรอรับเงินได้เลย

2. การตลาดแบบขายตรง

การเสนอขายสินค้าแบบบุคคลโดยบริษัทจะเสนอสินค้าให้เราได้ขายอย่างอิสระทั่วไป และจะได้รับผลตอบแทนจากสินค้าที่ขายได้และจากการหาลูกข่าย ถ้าหากเราสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาในระดับที่องค์กรกำหนดไว้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนลูกข่ายและสินค้าที่ลูกข่ายขายได้อีกด้วย

3. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การสร้าง หอพัก คอนโด โรงแรม และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเราจะมีรายได้จากค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายให้ แถมยังได้กำไรที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ส่วนวิธีนี้ก็คงจะเหมาะสำหรับคนที่มีความพร้อมทางการเงินระดับหนึ่งเลย แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

4. ลงทุนในสินทรัพย์การเงินต่างๆ

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทุกสามารถศึกษาและเริ่มทำกันได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน หุ้น, กองทุนรวม, ทองคำ ฯลฯ โดยการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ มันอยู่ที่ว่าเรามีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน สำหรับบางคนที่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน และยอมรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ

 

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกทุกคนว่า วิธีการสร้าง Passive Income นั้นยังมีอีกมากมาย ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดและถูกใจแบบไหนมากกว่า เพราะว่าการที่เราจะลงทุนกับอะไรซักอย่างเราก็ควรที่จะมีความรู้และความเข้าใจในสิ่งนั้นระดับหนึ่งพอสมควร แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะระวังไว้เลยเกี่ยวกับ Passive Income นั้นก็คือ ไม่ใช่ว่าเราเอาเงินไปลงทุนแล้วจะเพิ่มรายได้ได้ทันทีทันใด ทั้งนี้เราจะต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ รวมไปถึงประสบการณ์อีกมากมายในการที่จะทำให้เงินที่เราลงทุนไปนั้นมันกำไรและรายได้ที่ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอนั้นเอง

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเริ่มต้นเลือกแหล่งที่ลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการลงทุนนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบจนบางครั้งก็สับสนแล้วยากต่อการตัดสินใจ เรื่องพวกนั้นอาจจะต้องทำความเข้าใจไปซักระยะพอสมควร แต่เรา loaneasy-payday.net จะมาทำความรู้จักกับ 5 วิธีลงทุนง่ายๆ การลงทุนประเภทต่าง ๆ กันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าหากว่า พร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย

 

เรามาเริ่มต้นจาก การลงทุนด้วยเงินฝากจากธนาคาร

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมไม่จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุนจำนวนมากอีกด้วย และที่สำคัญ ไม่จำเป็จะต้องหาข้อมูลอะไรมากมายเหมือนการลงทุนอื่น ๆ แต่มันก็มีข้อเสียเปรียบอยู่ที่วิธีนี้จะมีผลตอบแทยที่ต่ำ ซึ่งในปัจจุบัน ธนาคารส่วนใหญ่จะมีดอกเบี้ยจากการเงินฝากอยู่ที่ 0-3% ต่อปี เท่านั้น มาดูกันว่าจุดเด่นของการลงทุนแบบนี้กัน

  1. มีความเสี่ยงต่ำมาก หรือแทบไม่มีความเสี่ยงเลย
  2. สภาพคล่องขึ้นอยู่กับประเภทบัญชี
  3. ถ้าต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น ต้องใช้เงินฝากจำนวนมาก

 

การลงทุนด้วย พันธบัตร

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนในอีกระดับหนึ่ง โดยการลงทุนประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการลงทุนด้วยเงินฝากกับธนาคาร ผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ผู้ออกบัตรจะมีฐานะเป็นลูกหนี้ นั้นเอง ซึ่งการลงทุนด้วยพันธบัตรก็จะมีจุดเด่นคือ

  1. อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการลงทุนแบบเงินฝาก
  2. สภาพคล่องทางการเงินขึ้นอยู่กับระยะไถ่ถอน
  3. ความเสี่ยงต่ำ

 

การลงทุนด้วย กองทุนรวม

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนที่จะนำผู้ลงทุนหลาย ๆ คนมารวมกัน โดยให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วยในมาบริหารจัดการเงินทุนก้อนนั้น แถมประเภทของกองทุนก็มีหลากหลาย ตั้งแต่กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม ฯลฯ การลงทุนแบบนี้มีจุดเด่นอยู่นั้นก็คือ

  1. เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่
  2. มีผลตอบแทนที่สูง และมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
  3. บางกองทุนรวม มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อและขายได้

 

การลงทุนด้วย ทองคำรูปพรรณ

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย เนื่องจากทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ซึ่งมีการลงทุนในทองคำหลากหลายรูปแบบ แต่เราจะมีกล่าวถึงแค่เพียงทองคำรูปพรรณเป็นหลัก โดยจุดเด่นของการลงทุนประเภทนี้ก็มีอยู่เช่นกันนั้นก็คือ

  1. ทองคำรูปพรรณต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี
  2. สภาพคล่องสูง เปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย
  3. มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง

 

การลงทุนด้วย หุ้น

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

การลงทุนประเภทนี้จะเป็นการลงทุนที่แตกต่างจากกองทุนรวม โดยสามารถเลือกซื้อจากธุรกิจที่เราต้องการได้ ตัดสินใจเองได้ด้วย ซึ่งการลงทุนในหุ้น มีจุดเด่นดังนี้

  1. ผลตอบแทนสูงมาก และมีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน
  2. ต้องศึกษาความรู้ในหุ้นที่เราลงทุน
  3. ต้องมีเวลาในการติดตามผลการลงทุนสม่ำเสมอ

 

ทั้งนี้การลงทุน ย่อมมีความเสี่ยงอยู่เสมอ จะเสี่ยงมากหรือน้อยก็ถึงอยู่กับประเภทของการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งการลงทุนที่มาแรงในช่วงนี้คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวเป็นการลงทุนแนวใหม่ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ก็หวังว่า 5 วิธีลงทุนง่ายๆ ที่เราเอามาแนะนำในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้กันนักลงทุนทุกๆท่านนะครับ