Category Archiveการลงทุน

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี"

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี “Entrepreneur” “Businessman” “นักธุรกิจ” เป็นคำในฝันที่หลายๆ คนอยากจะเป็น นั่นคือการได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีความมั่งคั่ง มีเงินมากพอที่จะทำให้ตนเองและคนรักสุขสบาย  ในยุคของผม (Gen-Y) เป็นยุคที่คนรุ่นนี้หลายๆ คนมีความใคร่ (Passion) ในเรื่องการทำธุรกิจ หลายๆ คนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีต้นแบบที่ยอดเยี่ยมอย่างคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย นักธุรกิจวัยรุ่นพันล้าน เป็นไอดอล ทำให้พวกผมเองก็อยากประสบความสำเร็จแบบเดียวกับคุณต๊อบเช่นกัน

1. ถามตัวเองก่อนว่ามี “ความใคร่” (Passion) ในเรื่องอะไร

การลงมือทำธุรกิจ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำก็ทำ หรือเห็นคนอื่นทำแล้วรวยก็เลยอยากทำตามบ้าง อย่าคิดว่าการทำธุรกิจนั้นจะสบายนะครับ ที่คุณเห็นคนอื่นสบาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่พวกเขาลงมือทำด้วยความยากลำบากจนสำเร็จแล้ว ตอนที่พวกเขาเหน็ดเหนื่อย พวกคุณอาจจะไม่ได้เห็นในส่วนนี้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง ทำให้บางทีคุณคิดไปเองว่าการทำธุรกิจนั้นเป็นของง่าย

จงถามตัวเองให้ชัดว่ามี “ความไคร่” ในเรื่องการอยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นเถ้าแก่มากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สึกที่วัดไม่ได้ แต่ถ้าคุณเอาเงินเป็นตัวตั้ง เช่น ทั้งชีวิตนี้คุณจะเป็นเถ้าแก่ร้อยล้านให้ได้ อย่างนี้ถือว่าดี เพราะวัดผลได้ด้วยตัวเงิน

ถ้าไม่ได้อยากเป็นเจ้าของธุรกิจจากใจจริงก็อย่าเสียเวลาทำนะครับ คุณจะสู้คนมีแพชชั่นเยอะๆ ไม่ได้ ในระยะยาว คุณแพ้แน่ๆ ถ้าใจไม่ถึงจริง

ความไคร่จะเป็นพลังเชิงบวกให้คุณไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ว่าคุณจะเหน็ดเหนื่อยซักแค่ไหน คุณก็จะไม่ยอมแพ้และลงมือทำจนสำเร็จ ถ้าคุณมีความไคร่ในเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยมและอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจริงๆ สู้งาน อดทน มีทัศนคติที่เป็นบวกอยู่ตลอดเวลา ผมขอบอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้วครับ

2. ลงมือเขียนเกี่ยวกับตัวเองว่ามีความถนัดด้านอะไรบ้าง

การเริ่มต้นทำธุรกิจ สามารถลงมือทำได้ง่ายขึ้นด้วยการลงมือสำรวจตัวเองว่ามีความถนัด ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณ “ได้เปรียบ” ในการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย เช่น คุณเรียนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่ช่วยงานได้หลากหลาย คุณสามารถใช้ความรู้ความสามารถในเรื่องนี้เพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเองได้ทันทีด้วยการเขียนโปรแกรมขาย พร้อมกับฝึกทักษะการขายไปในตัว เป็นต้น หรือบางคนมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ สามารถทำงานแปลภาษาเป็นธุรกิจของตัวเองได้ บางคนชอบทำขนม ถนัดการทำอาหาร ทำกาแฟ ตัดผม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น

แต่บางคนอาจจะไม่ถนัดอะไรเลยซักอย่าง มีความสามารถแบบเป็ดๆ (ฮา) ผมเองก็เป็นเช่นนั้นครับ ถ้าคุณชอบงานขาย ชอบงานจับเสือมือเปล่า ไม่ต้องลงทุนมาก ลงแรงอย่างเดียว คุณอาจจะค้นพบความสามารถในการเป็นนายหน้าให้กับหลายๆ ธุรกิจ เช่น ธุรกิจนายหน้าที่ดิน ตัวแทน ขายประกัน ขายตรง นายหน้า B2B ฯลฯ ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะทำให้คุณโดดเด่นในการเข้าสู่โลกธุรกิจมากขึ้น เพราะงานขายถือว่าเป็นสกิลที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างยอดขายและความมั่งคั่งเข้าสู่กระเป๋าคุณ

3. ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจแบบ “B2B” หรือ “B2C”

ผมอธิบายไปหลายรอบแล้วกับรูปแบบการทำธุรกิจทั้ง 2 โมเดลนี้ แต่ก็จะขออธิบายซ้ำอีกครั้งเพื่อความเข้าใจสำหรับคนใหม่นะครับ จงถามตัวเองว่าคุณชอบธุรกิจรูปแบบไหน แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย

B2B (Business-to-Business) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าคือตัวบริษัท องค์กร เป็นหลัก ซึ่งมุ่งเน้นการขายสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์อีกธุรกิจหนึ่ง ทำให้อีกธุรกิจได้ประโยชน์ที่ดีขึ้น เช่น ได้กำไรเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ประหยัดเวลาทำงานมากขึ้น เป็นต้น ตัวอย่างธุรกิจ B2B เช่น ธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา ธุรกิจติดแอร์บริษัท ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ธุรกิจขายเครื่องจักรเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้มีข้อดีคือไม่ต้องทำการตลาด ลงทุนด้านโฆษณาอะไรมากมาย สินค้าที่ขายเน้นการตอบโจทย์ผู้ซื้อ สินค้าบางอย่างมีมูลค่ามหาศาลซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้และไม่จำเป็น แต่ข้อเสียคือต้องเน้น “นักขาย” เป็นหลัก มีกระบวนการซื้อที่ใช้ระยะเวลา ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้า บางทีลูกค้าขอผ่อนผันการชำระเงินขั้นต่ำ 1 เดือน ทำให้คุณอาจจะขาดกระแสเงินสดได้ อีกทั้งยังมีจำนวนลูกค้าที่มีอยู่จำกัด ขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดว่าสินค้าคุณขายได้มากแค่ไหน

B2C (Business-to-Customer) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าคือคนทั่วไป เน้นการขายแบบแมส (Mass Market) ซึ่งสินค้าและบริการจะขายให้กับรายบุคคล พูดง่ายๆ ก็คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซื้อกินซื้อใช้ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจขายรถ ขายบ้าน ขายที่ดิน ฯลฯ กลุ่มนี้ถือว่าเป็น B2C ทั้งหมด ต้องพึ่งพา “การตลาด” โดยเฉพาะการโฆษณาอย่างมหาศาลเพื่อให้คนเป็นที่รู้จักและสนใจ การตลาดจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดเหนือการขายในหลายๆ กรณี ข้อดีคือถ้าคุณทำตลาดได้ดี สินค้ามีราคาน่าสนใจ คุณมีสิทธิ์รวยมากเพราะลูกค้าที่มาซื้อนั้นมีจำนวนมาก แต่คุณจะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่มากมายเช่นกัน คุณต้องเชี่ยวชาญกลยุทธทางการตลาด การตั้งราคา ลด แลก แจก แถม ต่างๆ เพื่อให้คุณนำหน้าเหนือคู่แข่งให้ได้

4. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร

ถ้าตอบให้ชัดว่าทำเพราะอยากรวยร้อยล้าน พันล้าน อย่างนี้ถือว่าดีครับ ชัดเจนดี แต่ถ้าเป้าหมายคืออยากสบาย เห็นคนอื่นรวยก็อยากรวยบ้าง อย่างนี้อาจจะไม่ชัดเจนนัก เป้าหมายในการทำธุรกิจต้องมีตัวเลข โดยเฉพาะยอดขายหรือขนาดของธุรกิจให้ชัดเจน คุณมีสิทธิ์ฝันว่าเป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านได้ สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่คุณต้องลงมือทำ ต่อให้ยังไปไม่ถึง แต่ผมเชื่อว่าคุณจะได้อะไรจากการลงมือทำธุรกิจไปได้มากเลยทีเดียวครับ

แรงกระตุ้นที่ดีสำหรับการทำธุรกิจก็คือ “การส่งมอบธุรกิจ” ให้กับคนที่คุณรัก ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณสามารถมอบให้ลูกชายคุณขึ้นเป็นประธานบริษัทแทนคุณได้ หรือเขียนเป็นจำนวนสัดส่วนหุ้นเพื่อแบ่งปันให้คนรักได้ผลประโยชน์ร่วมกับคุณด้วย จงกำหนดเป้าหมายในเรื่องนี้ด้วย เพราะครอบครัวและคนที่คุณรักก็เป็นส่วนที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจได้ครับ

5. เขียนแผนธุรกิจโดยเน้นถึงยอดขาย กำไร จำนวนลูกค้า ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการตลาด เป็นหลัก

เมื่อคุณมีความตั้งใจแน่วแน่ มีเป้าหมาย เลือกประเภทของธุรกิจ ค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีคือการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่ายขึ้นมา วิธีการก็ง่ายๆ ดังนี้

ธุรกิจที่ต้องการทำ: ธุรกิจติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในอาคาร

รูปแบบธุรกิจ: B2B บริษัทจำกัด เน้นการขายและติดตั้งกล้องให้กับบริษัทหรือหน่วยงานที่มีอาคารสำนักงาน

เหตุผล: มีความรู้ มีข้อมูล มีแหล่งกล้องที่ดี เชื่อถือได้ คิดว่างานติดกล้องภายในอาคารมีความจำเป็น

เป้าหมาย: ต้องการทำเป็นรูปแบบบริษัทที่มียอดขายประมาณ 20 ล้าน ในช่วง 3 ปีแรก

กำไร: ต้องการได้กำไรไม่ต่ำกว่า 30% จากยอดขาย (20ล้าน/30% = 6 ล้านบาท)

จำนวนลูกค้า: เน้นกลุ่มองค์กรที่มีอาคารสำนักงานและซีเรียสเรื่องความปลอดภัย แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ เช่น

ธุรกิจ Community Mall: กรุงเทพมี 20 กว่าแห่ง

ธุรกิจร้านอาหารและห้องอาหาร: กรุงเทพมีมากกว่า 500 แห่ง

ธุรกิจสถานบันเทิงยามค่ำคืน: มีเป็นร้อยกว่าแห่ง

ธุรกิจสถานศึกษา: มีเป็นร้อย

ธุรกิจโรงพยาบาล: มีเป็นสิบ

จากเรื่องจำนวนลูกค้าจะทำให้คุณมีลีด (Lead) ที่เป็นไปได้และทำให้คุณประเมินจำนวนลูกค้าผู้มุ่งหวัง (Prospect) ได้คร่าวๆ จำนวนลูกค้าจะเป็นเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าคุณได้อย่างแน่นอน

ต้นทุนการผลิต: ค่ากล้องวงจรปิด ค่าติดตั้ง ค่าอะไหล่ ค่าแรง ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าออฟฟิศ ค่าจ้าง ฯลฯ

ต้นทุนการตลาด: ค่าโฆษณาลงกูเกิ้ล ค่าทำโบรชัวร์ ค่าเอนเตอร์เทน ฯลฯ

สมมติว่าต้องการยอดขาย 20 ล้านบาท

ขายกล้องวงจรปิด 1 งาน มีการติดกล้อง 10 ตัว มูลค่าประมาณ 20,000 บาท พร้อมค่าแรง

คุณต้องหาลูกค้า = 20,000,000/20,000 = 1,000 ราย

ใน 1 ปี ถ้าคุณทำนัดได้วันละ 5 นัด ใน 1 เดือน ทำงานวันละ 20 วัน หัก เสาร์ อาทิตย์ คุณจะทำนัดได้ 1,200 นัด ต่อปี ถ้าทุกเจ้าที่เข้าไปขายซื้อคุณหมด คุณจะบรรลุ 20 ล้าน ภายใน 1 ปี แต่มันคงเป็นไปไม่ได้

สมมติว่าค่าเฉลี่ยความสำเร็จที่ปิดการขายได้เท่ากับ 30% นั่นคือ เข้า 10 ราย ขายได้ 3 ราย ใน 1 ปี คุณเข้าพบลูกค้า 1,000 ราย คุณจะขายได้ 300 ราย ซึ่งยอดยังไม่ถึง 20 ล้าน

คุณจะต้องหาลูกค้ามากถึง 3,300 ราย ถึงจะได้ลูกค้าประมาณ 1,000 ราย เพราะค่าเฉลี่ยที่ปิดได้คือ 30%

คุณคงเหนื่อยเกินไป มีสองทางเลือกคือ 1 เพิ่มคุณภาพการปิดการขายให้ดีขึ้น กับ 2 จ้างเซลล์เพิ่มขึ้น

เห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ถ้าคุณเขียนตัวเลขกำกับ จากตัวอย่างจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยทุกข้อมีตัวเลขกำกับและวัดผล สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น

6. ประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจให้รอบคอบ

ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ค่อยทำกัน คิดว่าง่าย มีเงินก็ทำได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะความเสี่ยงที่คุณไม่ระวังและประมาทอาจทำให้คุณเจ๊งทันที จงเขียนออกมาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คุณเสียเปรียบได้ ตัวอย่างเช่น  คู่แข่ง สภาพอากาศ ธุรกิจของลูกค้า การเมือง สงคราม กฎหมาย หุ้นส่วนของคุณ คนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ ลูก เมีย สุขภาพของคุณและทีมงาน ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติต่างๆ ฯลฯ

ความเสี่ยงบางอย่าง เช่น สภาพอากาศแบบน้ำท่วมนานๆ อาจทำให้ธุรกิจของคุณเจ๊งได้เลย จงคิดเสมอว่าถ้าเจอเหตุการณ์แย่ๆ เข้ามา คุณจะวางแผนรับมือมันได้อย่างไร เช่น ออมเงินสำรองทางธุรกิจ ทำธุรกิจเสริมหลายๆ ทาง ทำประกันวินาศภัย ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินและธุรกิจ เป็นต้น

7. ควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

จงอย่าหมดเงินไปกับเรื่องไร้สาระและไม่ทำให้คุณได้เงิน เช่น การใช้จ่ายสุุรุ่ยสุร่าย การทำโฆษณาผิดกลุ่ม การจ้างพนักงานเข้ามามากเกินไป การสร้างออฟฟิศสวยงามโดยที่ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการหาเงินเพิ่มได้ การลงทุนเกินตัว การบวกกำไรที่ไม่สัมพันธ์กับต้นทุนขาย เป็นต้น

หรือแม้แต่ต้นทุนด้านเวลา เช่น ใช้เวลามากเกินไป หมดเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้ได้เงิน เช่น งานเอกสาร งานภายใน งานหลังบ้าน เป็นต้น คุณมีเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จงใช้มันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การโหมงานหนักมากไปก็ไม่ดี สุขภาพคุณอาจจะแย่ในภายหลังได้ หรือให้เวลากับธุรกิจน้อยไปก็ไม่ดี เพราะคุณจะตามไม่ทันคู่แข่ง ขาดกำลังสำคัญในการทำธุรกิจ เป็นต้น

8. โฟกัสด้านการขายเป็นหลัก

จำไว้นะครับ การขายและยอดขายคือเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจคุณ ถ้ารักที่จะทำธุรกิจ แต่ไม่มีทักษะการขาย ไม่ชอบงานขาย คุณจะโตได้ยากมาก หรือเต็มที่ก็คือประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีทางรวยระดับร้อยล้าน พันล้าน แน่นอน จงโฟกัสเรื่องนี้และเรียนรู้ ศึกษา พัฒนาตัวเอง ในเรื่องทักษะการขายอยู่ตลอดเวลา ทักษะนี้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ต่อให้ไม่ชอบหรือไม่มีความรู้เรื่องสินค้าเลย คุณก็สามารถขายได้อยู่ดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี"


 

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า"

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า คนไทยเริ่มสนใจการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นไม่ได้มองเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนในอดีต เห็นได้จากสหรัฐฯขู่ตัดจีเอสพีซึ่งสื่อมวลชนรวมถึงสังคมโซเชียลมิเดียติดตามต่อเนื่อง GSP : Generalized System of Preference หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ประเทศพัฒนาแล้วยกเว้นภาษีขาเข้าให้กับประเทศที่ด้อยพัฒนา เป็นการเลือกที่จะให้หรือไม่ให้ฝ่ายเดียว อาจพ่วงประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศเข้าไปด้วย

กรณีไทยประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าในระดับต้นๆ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐมากถึง 4.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้การส่งออกไปสหรัฐน่าจะได้ถึง 3.15 หมื่นล้านเหรียญเป็นเงินไทยประมาณ 9.52 แสนล้านบาท ทำให้กลายเป็นคู่ค้าส่งออกเบอร์ 1 แทนประเทศจีนซึ่งจะทำให้ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดในรอบหลายปี

หากถูกตัดจีเอสพีผลกระทบคงมีบ้างขึ้นอยู่กับว่ายื่นอยู่ตรงจุดไหน แต่ภาพรวมคงไม่มากเพราะมีสินค้าที่อาจอยู่ในข่ายเพียงบางส่วนเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกตัดออกไปมากแล้ว ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการ ถูกตัด “จีเอสพี” ไม่ใช่ทางสหรัฐเขาจะแซคชั่นไม่ให้นำเข้าสินค้าไทยหรือขึ้นกำแพงภาษีแบบที่จีนโดน ภาระอยู่ที่ผู้นำเข้าฟากเขาที่ต้องเสียภาษีเฉลี่ยประมาณไม่เกินร้อยละ 5

  • “สหรัฐ” ให้คํามั่นพร้อมทบทวนประเด็นตัด “จีเอสพี” ไทย
  • พปชร.โต้”หญิงหน่อย” ชี้เศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
  • กรมอุตุฯเตือน พายุนากรี รุนแรงระดับ5 มีผลกระทบไทย

ขณะที่คู่แข่ง เช่น เวียดนาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย ทางสหรัฐฯ เขายังโอ๋อยู่จึงไม่โดนแต่ข้อเท็จจริงผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าคงขอปรับราคาขึ้นอยู่กับการต่อรองกับผู้ส่งออกไทย ในต่างประเทศรวมทั้งสหรัฐ “Product of Thailand” เป็นแบรนด์พรีเมียมด้านคุณภาพเป็นจุดแข็งของสินค้าไทยหากต้องลดราคาบ้างคงเป็นบางส่วนไม่น่ากระทบส่งออกในภาครวม

สำหรับโจทย์เกี่ยวกับด้านแรงงานต่างด้าวให้สามารถตั้งสหภาพได้อย่างเสรี เห็นว่าคงเป็นข้ออ้างแฝงเพราะไม่มีประเทศไหนรวมทั้งสหรัฐอเมริกาทำกัน การดูแลแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวของไทยที่ผ่านมาอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก เห็นได้จากยุโรปปลดธงเหลือง “IUU Fishing” ส่วนด้านการค้ามนุษย์ทางสหรัฐฯปรับระดับเป็นประเทศไม่เป็นปัญหาอยู่ในอันดับ “Tier 2” ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำ, ประกันสังคม, การเข้าถึงระบบสุขภาพทั่วหน้าแรงงานต่างด้าวได้เหมือนคนไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า"

ประเด็นเหล่านี้ยังมีเวลา 6 เดือนกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศคงต้องไปดูว่าแท้จริงว่าสหรัฐฯต้องการอะไรหรือเราไปเหยียบเท้าธุรกิจอะไรของเขาแต่จะเกี่ยวข้องกับการแบนสารพิษหรือไม่คงตอบไม่ได้

อย่าให้เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นทางการเมืองเพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติต้องช่วยๆ กัน แต่อย่าบ้าจี้ไปรับเงื่อนไขเสรีแรงงานต่างด้าวให้รวมตัวกันเป็น “Union” ซึ่งสหรัฐฯเขาใช้ศัพท์ “Federation” ต้องระวังเพราะความหมายไม่เหมือนกันกินพื้นที่มากกว่า มีความพยายามไปโยงว่าเป็นเหตุให้ว่าผู้นำสหรัฐฯไม่มาประชุม “Asean Summit” ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งส่งมือรองระดับท้ายๆ เข้ามาแทน เห็นว่าคงไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าใดเพราะช่วงนี้การเมืองภายในสหรัฐฯร้อนแรงหนักกว่าไทย

จากกรณีคุณทรัมป์ฯกำลังเข้าสู่กระบวนการ “Impeachment” เพื่อไต่สวนถอดถอนจากการเป็นประธานาธิปดี เนื่องจากฝ่ายค้านพรรคเดโมแครต กล่าวหากรณีโทรศัพท์ไปหาผู้นำยูเครนเพื่อขอข้อมูลนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิปดีสมัยโอบามาซึ่งจะเป็นคู่แข่งเลือกตั้งปีหน้า เรื่องพวกนี้คงเป็นประเด็นที่คุณทรัมป์ฯ ให้ความสำคัญมากกว่ามาประชุมอาเซียนและคงไม่มีเวลามาหาเรื่องไทยเกี่ยวกับจีเอสพีซึ่งเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยในสายตาของเขา

การถูกสหรัฐฯตัดจีเอสพีผลกระทบส่งออกไปสหรัฐฯคงอยู่ในวงแคบๆ แต่ตัวร้ายที่จะกระทบภาคส่งออกของไทยอย่างเป็นนัยคืออัตราแลกเปลี่ยนบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

ช่วง 3 เดือน แข็งค่าร้อยละ 2.3 โดยในช่วง 10 เดือนของปีนี้อัตราแลกเปลี่ยนบาทแข็งค่าถึงร้อยละ 6.0 ผู้ส่งออกทุกหนึ่งเหรียญสหรัฐฯเงินหายไปเกือบ 2 บาทหรือปีนี้ทั้งปีการส่งออกในรูปเงินบาทจะหายไปประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท อีกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยคือวิกฤตสงครามการค้าโลกหรือ “Trade War” ถึงจะมีการเจรจากันไปบ้างคงไม่จบง่ายๆ เพราะแต่ฝ่ายมีการเมืองภายในประเทศเป็นเดิมพันอาจต้องยืดไปถึงหลังเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายนปีหน้า

เศรษฐโลกจะทวีความผันผวนผลกระทบเชื่อมโยงกันปีหน้าจะหนักกว่าปีนี้ เห็นได้จากธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)หั่นดอกเบี้ยนโยบายลงมาใกล้จะติดระดับศูนย์อยู่แล้ว ผลที่ชัดเจนส่งออกไทยเดือนกันยายนหดตัวร้อยละ 1.39 เป็นการหดตัวต่อเนื่องในช่วงมกราคม – กันยายนหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 2.11 เป็นการติดลบทุกภาคส่วนโดยเฉพาะส่งออกสินค้าเกษตรและปศุสัตว์หดตัวหนักติดลบร้อยละ 3.72

เมื่อบวกกับปัญหาภัยแล้งเกษตรกรไทยเหนื่อยแน่ การเปิดตลาดใหม่ภายใต้เศรษฐโลกขาลงคงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ สะท้อนจากตลาดส่งออก 15 รายแรกล้วนติดลบยกเว้นสหรัฐฯที่ขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 14.07 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นบวกจากการส่งออกทองคำ

ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อที่ซบเซามาตรการชิม-ช็อป-ใช้ทั้งเฟส 1-3 มีผลน้อยมากคงไม่สามารถดันเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายได้อย่างที่หวัง ทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศประมาณว่าปี 2562 เศรษฐกิจไทยคงขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 2.75

ส่วนด้านการส่งออกซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยังใจแข็งไม่ลดเป้าที่เป็นบวกคงต้องฝันสลาย ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเหล่านี้ล้วนทำให้ภาคอุตสาหกรรม –บริการของเอกชนอ่อนแอขึ้นอยู่กับความอึดสภาพคล่องของแต่ละธุรกิจ สถานะที่เป็นจริงคือการชะลอการจ้างงานซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานปีหน้า เรื่องเหล่านี้วางแผนหรือคิดไว้ล่วงหน้า… คงไม่เป็นไรครับ

นายกรัฐมนตรีขอให้สหรัฐฯ ทบทวนเรื่องตัดสิทธิ GSP อีกครั้ง ก่อนมีผลบังคับใช้

นายกรัฐมนตรีได้ขอให้สหรัฐฯ ทบทวนเรื่องการตัดสิทธิ GSP ของไทยก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีหน้า ขณะที่สหรัฐรับปากที่จะพิจารณา

วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี – ภาพจากเว็บไซต์ ASEAN 2019

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องในวันนี้นั้น ทางด้านของ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการหารือระหว่าง วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ในเรื่องของประเด็นการพักสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP)

  • โดนัลด์ ทรัมป์สั่งตัด GSP สินค้าไทยกว่า 600 รายการ เกือบ 4 หมื่นล้านบาท
  • จุรินทร์ยืนยัน สหรัฐตัด GSP ไม่เกี่ยวกับแบน 3 สารเคมี เป็นเรื่องแรงงานอย่างเดียว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทางด้านของนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ว่า รัฐบาลไทยกังวลในเรื่องผลกระทบต่อภาคเอกชนและสาธารณชนในเรื่องของ GSP แต่ไทยเข้าใจดีเรื่องกติกาของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในฐานะมิตรอันใกล้ชิด ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาทบทวนอีกครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐพร้อมเปิดให้มีการเจรจาทบทวนระหว่างกันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

การสั่งระงับ GSP ไทย นั้นมีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 39,200 ล้านบาท (1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ) ​เนื่องจาก ไทยล้มเหลวในการจัดการสิทธิแรงงานไม่ได้ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง

ข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศ สำหรับคุณสมบัติของประเทศที่จะได้รับสิทธิ GSP ได้แก่

  1. ระดับการพัฒนาประเทศ โดยสหรัฐฯ นั้นจะพิจารณาจาก GNP Per Capita ของ World Bank
  2. การเปิดตลาดสินค้าและบริการ ประเทศที่ได้รับสิทธิต้องมีการเปิดตลาดสินค้าและบริการอย่างสมเหตุผล
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศผู้รับสิทธิจะต้องมีระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
  4. การคุ้มครองสิทธิแรงงาน จะต้องมีการคุ้มครองสิทธิแรงงานในระดับที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
  5. กำหนดนโยบายลงทุนที่ชัดเจน และลดข้อจำกัดทางการค้าของประเทศที่ได้รับสิทธิ
  6. ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการต่อต้านการก่อการร้าย

โดยสหรัฐจะบังคับใช้การระงับสิทธิ GSP ของไทยในวันที่ 25 เมษายน 2563 นี้

ขณะที่มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐส่งผลกับไทยน้อยมาก เนื่องจากสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบเพียงแค่ 4.1% จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่ไปยังสหรัฐ อย่างไรก็ดีศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการตัดสิทธิ GSP อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันทางการค้าต่อไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องรับมือจากความไม่แน่นอนถ้าหากสหรัฐฯ กดดันไทยในด้านการค้ามากขึ้น


 

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาว หากเลือกลงทุนได้ถูกต้องและเป็นการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย  (Dollar Cost Averaging : DCA) อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขายมากนัก แต่หากลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทั้ง Futures และ Options ที่มีวันครบกำหนดอายุของสัญญาหรือสิทธิ อาจต้องวางแผนเพื่อกำหนดจุด Long และ Short หรือ Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะถ้าไม่กำหนดเป็นแผนในการลงทุนตั้งแต่แรก เมื่อราคา Futures หรือ Options เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นใจ อาจทำอะไรไม่ถูกจนประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะก่อนเริ่มลงทุน มีความสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดในตลาดอนุพันธ์

ในมุมมองของผู้เขียน ไม่ค่อยห่วงการวางจุดเปิดสถานะ เพราะสภาพจิตใจของนักลงทุนยังไม่ถูกกดดันจากสภาพตลาดและผลลัพธ์ทั้งด้านบวกและลบของการเปิดสถานะ แต่จุดที่ต้องล้างสถานะ ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถานะเพื่อทำกำไร หรือการปิดสถานะเพื่อตัดขาดทุน เป็นจุดที่ตัดสินใจยากกว่า เพราะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ (ดีใจ/เสียใจ) หรือความรู้สึกโลภ/โกรธ ทำให้การส่งคำสั่งไม่สอดคล้องกับแผนการลงทุนที่วางไว้ จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้

ก่อนอื่น อยากให้ได้เห็นถึงผลลัพธ์จากการปล่อยให้ขาดทุน เปรียบเสมือนเวลาเล่นกีฬาปีนหน้าผาแล้วเหยียบพลาด ทำให้ร่วงลงมาตามแนวลวดสลิงที่รัดตัวอยู่ กว่าจะกลับไปปีนได้ใหม่ ต้องรอลวดสลิงนิ่งก่อน แล้วค่อยๆ เอาขาทีละข้างพยุงตัวเองขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ต้องออกแรงมากขึ้น เพราะกำลังกายและใจทุ่มไปกับการปีนในครั้งแรกไปมากแล้ว

ถ้าเชื่อมโยงกลับมาที่การลงทุน ผลขาดทุนในแต่ละครั้งจะทำให้ต้องเหนื่อยกับการลงทุนครั้งถัดไปมากขึ้น เช่น ถ้าใส่เงินลงทุนไป 100 บาท แล้วปล่อยให้ขาดทุนถึง 50% (หรือเหลือเงิน 50 บาท) ถ้าจะทำกลับไปที่ 100 บาทเท่าเดิม ต้องลงทุนในครั้งหลังเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 100% เงิน 50 บาท ถึงจะกลับไปที่ 100 บาทตามเดิม

ท่ามกลางสภาพจิตใจที่ผิดหวัง หงุดหงิดและแอบเคืองอยู่เล็กๆ การจะกลับไปได้จึงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก ถ้าไม่อยากเจ็บปวดจากการลงทุนจนต้องออกจากตลาดก่อนเวลาอันควร ก็ไม่ควรปล่อยให้ขาดทุนอย่างหนัก

เพราะฉะนั้น การป้องกันเพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและหัวใจเต้นแรง เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และฝึกวางแผนการลงทุนไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) จะมีคำถาม 3 ข้อที่ต้องตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจขายหุ้น คือ ซื้อหุ้นนี้ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง และการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เหตุผลในการซื้อหุ้นนี้เปลี่ยนไปหรือไม่

ถ้านำมาปรับใช้กับการลงทุนในอนุพันธ์ ควรถามตัวเองก่อนว่า เปิดสถานะ Long หรือ Short ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่วางแผนไว้หรือไม่ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้เหตุผลในการตัดสินใจเปิดสถานะเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าสถานการณ์เปลี่ยนจากที่คิดโดยสิ้นเชิง ก็ควรปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง แล้วกลับมาวางแผนก่อนเปิดสถานะใหม่ด้วยคำถาม 3 ข้ออีกครั้ง

แต่ถ้าใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ จอร์จ โซรอส คือ การค่อยๆ แหย่ขาทีละข้างลงเรือ ถ้าก้าวขาแรกไปแล้วเรือยังนิ่งอยู่ ให้ลองทิ้งน้ำหนักที่ขาแรกนั้นดูก่อน ถ้ายั่งนิ่งอีก ให้ค่อยๆ ขยับขาอีกข้างเข้าไป และถ้ามั่นใจว่าเรือแข็งแรงแน่ๆ ก็ให้เรียกคนอื่นมาขึ้นเรือด้วย แต่ถ้าเรือจะจมตั้งแต่หย่อนขาแรก ก็ให้ชักขากลับมาทันที นี่คือที่มาว่าทำไม จอร์ส โซรอส ถึงลงทุนแบบจัดหนักเมื่อมั่นใจว่าถูกทาง

แผนในการลงทุนอนุพันธ์

  1. ถามตัวเองว่าจะเปิดสถานะใด โดยเปิด Long เมื่อคิดว่า “ขึ้น” และให้เปิด Short เมื่อคิดว่า “ลง” ถ้ายังคาดการณ์ทิศทางไม่เก่งให้ลองตามบทวิเคราะห์แล้ววิเคราะห์เองควบคู่ไปด้วย
  2. กำหนดจุดเปิดและปิดสถานะให้ชัดเจน เช่น เปิด Long SET50 Index Futures ที่ 1,000 จุด ทำกำไรที่ 1,010 จุด และตัดขาดทุนเมื่อต่ำกว่า 995 จุด
  3. กำหนดจุดทำกำไรเป็น 2 เท่าของจุดตัดขาดทุนเสมอ ทุกครั้งที่เปิดสถานะ แปลว่ามีความมั่นใจว่าจะได้กำไร การกำหนดจุดทำกำไรไกลกว่าจุดตัดขาดทุน จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง
  4. พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เหตุผลการเปิดสถานะเปลี่ยนแปลงโดยไม่หลอกตัวเอง ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป อาจต้องปิดสถานะก่อนถึงจุดตัดขาดทุน
  5. ถ้าถึงขั้นต้องตัดขาดทุนไม่มีคำว่าทยอยปิดสถานะ ต้องปิดสถานะทั้งหมดเท่านั้น
  6. ขาดทุนครั้งละน้อยๆ และบ่อยครั้ง ยังดีกว่าขาดทุนหนักจนหมดหน้าตักในคราวเดียว
  7. อย่าเปิดสถานะจนทำให้ต้องกังวลกับฐานะความเป็นอยู่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันปกติ
  8. อย่าคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะอาจทำให้ต้องเร่งเปิดสถานะเพื่อเอาเงินคืนจากการขาดทุนอย่างหนักในรอบก่อนหน้า

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ในโลกของการลงทุนปัจจุบัน นักลงทุนไม่สามารถนำทฤษฎีที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีตกลับมาใช้ทำกำไรเกินปกติได้ตลอดเวลา ขณะที่การคาดการณ์ทิศทางเพื่อเปิดหรือปิดสถานะเริ่มยากขึ้น จากการเคลื่อนไหวของราคา Futures หรือ Options ที่เข้าสู่จุดสมดุลอย่างรวดเร็ว เช่น วิเคราะห์มาอย่างดีว่าวันนี้ SET50 Index Futures ต้องปรับตัวขึ้น ปรากฎว่าขึ้นจริง แต่เป็นลักษณะเปิดกระโดดขึ้นไปเลย 10 จุด ก็ต้องกลับมาทบทวนแผนใหม่ว่าจะเปิด Long ต่อ หรือเปลี่ยนมาเป็นฝั่ง Short ดี

การวางแผนกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จึงกลายเป็นศิลปะที่นักลงทุนต้องฝึกฝนผ่านกระบวนการซื้อขาย ซึ่งการเรียนรู้จากศิลปะในการตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการอยู่รอดในระยะยาว

ถ้านักลงทุนสามารถเชื่อมโยงมาที่การวางแผนทางการเงินของตัวเองได้ จะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ควรปล่อยให้การลงทุนในทุกรูปแบบเกิดภาวะขาดทุนอย่างหนัก คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ การลงทุนช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินง่ายขึ้นด้วยผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง แต่การขาดทุนจะทำให้บรรลุเป้าหมายช้าลง หรือถ้าเข้าสู่ภาวะขาดทุนเรื้อรังอาจทำให้ฝันสลายจากเป้าหมายทางการเงินที่ถูกทำลายทีละเป้าทีละเป้า เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ขาดทุนมากและนานเป็นดีที่สุด

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน


 

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน   การลงทุนระยะยาวเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่นักเดินทางมีแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ท้าทาย ต้องเสี่ยงรอนแรมฝ่าฟันอุปสรรคไปถึงจุดหมาย หากโจทย์ของการลงทุน คือต้องการผลตอบแทนสูงทำให้เงินลงทุนเติบโตทวีคูณในระยะยาว และต้องการรักษาความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สูงเกินไป การลงทุนในธีม (Theme) ระยะยาวน่าจะเป็นคำตอบ

ในปัจจุบันนักลงทุนหลายท่านอาจเคยได้ยินการลงทุนแบบ Thematic Investment กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่หลายท่านก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่า การลงทุนในรูปแบบดังกล่าวนั้นคืออะไร ทั้งนี้การลงทุนแบบ Thematic Investment นั้นเป็นการลงทุนโดยอาศัยการจับทิศทางกระแสหลักของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขยายตัวของสังคมเมือง การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด บทบาทของสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกของครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะถูกนำมาพัฒนาเป็นพอร์ตโฟลิโอการลงทุน ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง โดยการลงทุนในลักษณะนี้จะจัดสรรนํ้าหนักการลงทุนตามการจัดลำดับความสำคัญของธีมการลงทุน กล่าวคือ จะเลือกธีมที่จะลงทุนก่อน จากนั้นจะคัดเลือกหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับธีมดังกล่าวและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

ล่าสุดทาง บลจ.กสิกรไทย ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ Allianz Global Investors เพื่อออกกองทุนใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ที่เหมาะกับสภาวะการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการเฟ้นหาธีมการลงทุนที่สอดรับกับกระแสโลกเพื่อผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยลักษณะพิเศษที่ต่างจากกองทุน Thematic ทั่วไปคือ กองนี้จะเป็นการกระจายการลงทุนในหลากหลายธีมพร้อมกัน โดยเฉลี่ย คือ 5-7 ธีม ทำให้นักลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงที่มากกว่า โดย 5-7 ธีม ดังกล่าวข้างต้น จะมีการประเมินอย่างสม่ำเสมอว่ายังให้ผลตอบแทนที่ดีและเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ โดยหากธีมการลงทุนใดเริ่มให้ผลตอบแทนที่ลดน้อยลง ก็จะถูกคัดออกและแทนที่ด้วยธีมการลงทุนอื่นที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การลงทุนที่มีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้ดัชนีตลาดหุ้นแกว่งตัวขึ้นลงในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็น ผลจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยังยืดเยื้อ หรือ Brexit ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดเหตุการณ์การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง การลงทุนในรูปแบบ Thematic Investment จะเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์และทำให้นักลงทุนก้าวผ่านความผันผวนระยะสั้นในตลาดไปได้ หากจับธีมการลงทุนที่ถูกต้องและมีระยะเวลาการลงทุนที่มากพอ ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูงถึง 4700% ในระยะเวลา 20 ปี หลังจากคิดค้น iPhone ที่เป็น smartphone รูปแบบใหม่ที่ต่างจากเดิม มีระบบจอสัมผัสและเป็นเสมือนคอมพิวเตอร์พกพาได้ในระดับหนึ่ง เป็นต้น

ธีมการลงทุนระยะยาวเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจ (Evolving Economy) เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิประชากรศาสตร์ (Demographic) และเทคโนโลยีที่รุดหน้า ทำให้เกิดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง โดยมีห้าธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

ธีมการลงทุนแรก Ageing & Lifestyle แนวโน้มจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มเป็น 2.1 พันล้านคน ในปี ค.ศ. 2050 ประชากรกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายและลงทุนเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดี (wellness) ทำให้เกิดโอกาสลงทุนกับบริษัทที่มีธุรกิจสืบเนื่องจากอายุขัยที่ยาวขึ้นนี้อย่างมหาศาล ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย ไปถึงธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

ธีมการลงทุนที่สอง Connected Consumer คือ ผู้บริโภคที่ต้องการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างผ่านทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการ หรือธุรกิจค้าปลีกที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิมกำลังถูกบังคับให้ปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายโดยธุรกิจที่ใช้ Disruptive Technology (นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างตลาดและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีนั้น) ธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวสอดรับกับความต้องการของ Connected Consumers เพื่อทำให้การซื้อสินค้าสะดวกรวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเป็นส่วนบุคคลมากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาการเติบโตระยะยาว นี่คือโอกาสลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างความได้เปรียบในกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริโภคที่เชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างนี้

ธีมการลงทุนที่สาม Transitioning Societies การเติบโตของคนชั้นกลางในอัตราเร่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 150 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่จะเกิดกลุ่มคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านคน การเติบโตนี้สะท้อนโอกาสการลงทุนในบริษัทที่สามารถผลิตสินค้าและบริการ ตอบสนองความต้องการบริโภคที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคนเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนสภาพการอยู่อาศัยเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ธุรกิจที่อยู่ในกระแสหรือที่จะได้ประโยชน์จากคนกลุ่มนี้ มีตั้งแต่บริษัทผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงผู้คนและสังคมเข้าด้วยกัน

ธีมการลงทุนที่สี่ Automation ความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตถึงการขนส่ง ความต้องการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 5 ต่อปี (ในช่วงปี ค.ศ. 2005-2013) เป็นร้อยละ 16 ต่อปี (ในช่วงปี ค.ศ. 2014-2019) ธุรกิจยานพาหนะขนส่งไร้คนขับ (เช่น รถยนต์, อุตสาหกรรมที่มีการขนส่งลำเลียง เช่น เหมืองแร่ การเกษตร) หุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ (เช่น การผ่าตัด) และสาธารณสุข (เช่น การใช้หุ่นยนต์ติดตามดูแลผู้สูงอายุ) เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการแบบอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของธีมการลงทุนนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"
ธีมการลงทุนที่ห้า Clean Tech การเปลี่ยนแปลงภูมิประชากรศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจ มีอิทธิพลต่อสังคมและการเมืองให้เกิดการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีที่สะอาด คาดว่าในปี ค.ศ. 2020 มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้เทคโนโลยีนี้จะเติบโตเป็น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (จาก 0.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2014) ดังนั้น มีธุรกิจสามประเภทที่มีโอกาสได้ประโยชน์ในกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ธุรกิจพัฒนาทรัพยากรอย่างยั่งยืนทั้งด้านการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ธุรกิจสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจาก Fossil-based มาเป็นพลังงานสะอาด และธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

ห้าธีมการลงทุนระยะยาวที่ได้กล่าวมา คือรูปแบบการดำเนินธุรกิจของอนาคตซึ่งจะส่งผลกระทบและสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลต่อการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่เกี่ยวข้อง การไขว่คว้าโอกาสลงทุนในธีมการลงทุนดังกล่าวจะทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของโลก

สนับสนุนโดย COPA69


 

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ จากความกังวลเรื่อง “สงครามการค้า” และทิศทางนโยบายการเงินที่กลับทิศทั่วโลก ทำให้ปีนี้มีเม็ดเงินไหลเข้าตราสารหนี้ค่อนข้างมาก ดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวลดลง ลดลงจนกระทั่งมีตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นมากในปีนี้ ตัวเลขประมาณการจาก Bloomberg ระบุว่าปัจจุบันมีตราสารหนี้ที่มีดอกเบี้ยติดลบอยู่ถึง 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากสิ้นปีก่อน และคิดเป็นกว่า 30% ของมูลค่าตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ที่มีอยู่ทั้งหมด

ดอกเบี้ยติดลบมีให้เห็นชัดเจนขึ้นในยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีตอนนี้ติดลบทั้งเส้น ยาวไปถึงพันธบัตรอายุ 30 ปีแล้ว ถ้ารัฐบาลกู้เงินตอนนี้ก็จะได้เงินมาแถมอีกด้วย (แต่รัฐบาลเยอรมนีก็ยังไม่ยอมกู้เพิ่ม) ขณะที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งก็หันมาเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าที่เข้ามาฝากเงินกับธนาคาร และไม่เพียงแต่เงินฝากเท่านั้น ล่าสุดธนาคารในเดนมาร์กก็ได้ให้ดอกเบี้ยติดลบกับสินเชื่อบ้าน เรียกว่า ธนาคารจ่ายเงินให้ผู้กู้อีก 0.5% ต่อปี เพื่อให้กู้ซื้อบ้าน!

ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ดอกเบี้ยต่ำถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากเดิมก็เคยพูดว่าดอกเบี้ยต่ำสุดได้ที่ศูนย์เท่านั้น (Zero lower bound) แต่ปัจจุบันนี้มีหลายประเทศที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ เช่น ยูโรโซน ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น ขณะที่อีกหลายประเทศก็มีดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์ สำหรับประเทศไทยถือว่ายังไม่ใกล้นัก แต่ก็ไม่ได้ไกลออกไปมากเหมือนกัน

แล้วทำไมเราต้องลงทุนในดอกเบี้ยที่ติดลบด้วย? ในเมื่อเราสามารถถือเงินสดที่ไม่เสียดอกเบี้ยได้

สำหรับผู้ฝากเงิน การถือเงินสดอาจทำได้โดยการ “ฝังตุ่ม” หรือเก็บไว้ในเซฟ ซึ่งต้นทุนก็คือค่าเซฟหรือความเสี่ยงที่ “ตุ่ม” นั้นจะถูกขโมย จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าดอกเบี้ยงพอที่จะติดลบได้ในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับต้นทุนและความเสี่ยงของการ “ฝังตุ่ม” นั้น

ทั้งนี้ หลักฐานก็ค่อยๆ ปรากฎให้เห็นว่าเกิดการ “ฝังตุ่ม” กันมากขึ้น ปริมาณธนบัตรที่อยู่ในห้องนิรภัยของธนาคารในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่า 50% ตั้งแต่ ECB เริ่มใช้ดอกเบี้ยติดลบเมื่อ 5 ปีก่อน (แต่ยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณธนบัตรรวม) บริษัทประกันหลายแห่งก็เริ่มหาหนทางในการนำเงินลงทุนของตนเองมาเก็บไว้ในห้องนิรภัย และก็มีบริษัทประกันบางแห่งที่มองถึงการให้บริการเก็บเงินสดไว้ในห้องนิรภัยโดยคิดค่าธรรมเนียมซึ่งก็ยังน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ติดลบ

จึงอาจต้องคอยติดตามความเสี่ยงต่อระบบธนาคารเหมือกัน หากผู้ฝากเงินเกิดเห็นพ้องต้องกันว่าการ “ฝังตุ่ม” นั้นเป็นทางเลือกดีกว่าการฝากธนาคาร คนก็จะทะยอยถอนเงินออกจากธนาคาร และถ้าหากทุกคนถอนกันมากขึ้น ก็อาจทำให้ธนาคารขาดสภาพคล่องได้

ในด้านนักลงทุน ดอกเบี้ยติดลบก็ยังพอมีความน่าสนใจในบางกรณี

หนึ่ง แม้ว่าดอกเบี้ยจะติดลบในปัจจุบัน แต่นักลงทุนอาจมองว่าดอกเบี้ยจะติดลบมากขึ้น หมายความว่าราคาตราสารก็จะพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนก็จะได้กำไรจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่นักลงทุนอาจมองว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงในอนาคต หรืออาจจะเข้าขั้นภาวะถดถอย (Recession) หรือมองว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด (Deflation) ขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

สอง ความต้องการถือครองตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยติดลบอาจมาจากนักลงทุนต่างชาติก็ได้ ซึ่งได้พรีเมี่ยมจากการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) และในบางครั้งพรี่เมี่ยมที่เกิดขึ้นอาจสูงจนทำให้ผลตอบแทนโดยรวมสูงกว่าการถือครองตราสารที่ในสกุลเงินของประเทศตัวเองด้วยซ้ำ

หรือ สาม การลงทุนในบางครั้งอาจยอมรับผลตอบแทนที่ติดลบได้ หากเป้าหมายการลงทุนไม่ใช่ที่ผลตอบแทน แต่เป็นเป้าหมายอื่น เช่น การถือสินทรัพย์สภาพคล่องให้เป็นตามไปกฎเกณฑ์ เป็นต้น ทำให้ดูเหมือนยังมีความต้องการซื้อตราสารที่ให้ดอกเบี้ยติดลบอยู่

แต่เหตุผลเหล่านี้ก็มีขีดจำกัดและความเสี่ยงหลายด้านอยู่เหมือนนัก อย่างเช่น ในกรณีที่ถือตราสารที่ดอกเบี้ยติดลบเพราะคาดว่าดอกเบี้ยจะติดลบมากขึ้นนั้น ดอกเบี้ยที่ติดลบในปัจจุบันถือเป็นต้นทุนของการถือตราสาร ถ้าหากต้นทุนไม่สูง ดอกเบี้ยในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องปรับลดลงมากนัก เราก็สามารถทำกำไรได้แล้ว แต่ถ้าดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้น ดอกเบี้ยต้องปรับตัวลดลงมากขึ้นในอนาคตถึงจะทำกำไรได้ ซึ่งเมื่อถึงบางจุดอาจจะเริ่มดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น สมมติว่าดอกเบี้ยอายุ 10 ปีในปัจจุบันอยู่ที่ -0.5% นักลงทุนที่มีระยะเวลาในการลงทุนที่สั้นแค่ 1 ปี ต้องคาดให้ดอกเบี้ยลดลงอีก 0.06% กลายเป็น -0.56% ถึงจะชดเชยกับดอกเบี้ยที่ติดลบในตอนแรก ดูเหมือนจะพอเป็นไปได้อยู่ แต่ถ้าดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ -0.5% เหมือนกันสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการถือครอง 10 ปี เขาต้องคาดหวังไว้ให้ดอกเบี้ยลดลงอีกอย่างน้อย 0.61% กลายเป็น -1.11% ถึงจะชดเชยต้นทุนตลอดช่วงเวลา 10 ปีนั้นได้ ไม่ง่ายเลย

หากนักลงทุนระยะยาวถ้าไม่ออกจากตลาดไปก็ต้องผันตัวเองมา “เทรด” มากขึ้น กลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนให้กับตลาด โดยเฉพาะหากทุกคนพร้อมใจกันขายพร้อมๆ กันโดยไม่มีแรงซื้อมาพยุง

ทั้งนี้ เริ่มมีเสียงวิจารณ์กันว่าดอกเบี้ยที่ติดลบจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารในยุโรปในการแข่งขันด้านเงินฝาก และเมื่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อนโยบายการเงินเริ่มมีปัญหา ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินอาจจะด้อยลงไปด้วย แน่นอนว่า ECB แม้จะออกมายอมรับว่าดอกเบี้ยติดลบอาจมีผลลบข้างเคียงบ้าง แต่ยืนยันว่าโดยรวมแล้วเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้เศรษฐกิจจะแย่กว่านี้

แต่นั่นคือความลำบากของผู้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เพราะเราไม่มีห้องแลปที่จะบอกว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้วจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ หรือไม่ การคงดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนานๆ ก็ใช่ว่าจะดี สำหรับผู้ออมทฤษฎีบอกว่าหากดอกเบี้ยต่ำเราก็อาจจะเลือกนำรายได้ที่ได้มาไปใช้จ่ายมากกว่าที่จะนำไปออม ซึ่งเรียกว่า Substitution effect ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ถ้าดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานอาจทำให้รายได้ที่คาดว่าจะได้ในอนาคตจากการฝากเงิน (หรือลงทุน) ต่ำลงไป จนทำให้เรารู้สึก “จน” ลง และทำให้เราจำเป็นต้องลดการบริโภคลงตั้งแต่ในปัจจุบัน เรียกว่า Income effect ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ส่วน Effect ไหนจะชนะก็ขึ้นอยู่กับการประมาณไป

วันก่อนผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับนักลงทุนยุคใหม่ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานประมาณสิบปี เขามาถามผมว่า “อะไรคือภาวะเศรษฐกิจที่ดี?” ก็ไม่น่าแปลกใจ ข่าวที่ออกมา การทะเลากันที่เกิดขึ้น ดอกเบี้ยที่ต่ำตลอดเวลา ทำให้คนอาจรู้สึกเช่นนั้น ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานานตั้งแต่วิกฤติเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไปหรือไม่

เหตุการณ์ดอกเบี้ยติดลบยังถือเป็นเรื่องใหม่ ส่วนตัวผมเองก็ยังคิดว่าไม่ใช่เรื่องปรกติ และดูมีความเสี่ยงอยู่ในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่แม้ว่าดอกเบี้ยจะยังไม่ติดลบ ภาพรวมก็ยังคงน่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงได้อยู่ แต่นักลงทุนอาจต้องเน้นกระจายการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรืออาจเลือกลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ และมีผู้จัดการกองทุนจะคอยปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสม ก็เป็นอีกทางเลือกในการลงทุนนะครับ


 

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุน

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุน

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุนสำหรับนักลงทุนผู้เริ่มต้น การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม เราไม่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะต้องบริหารเงินลงทุนเพื่อลงทุนในหุ้นตัวไหน เท่าไหร่ หรือซื้อตราสารหนี้ในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อลดความเสี่ยงโดยตรง ปล่อยให้เป็นหน้าที่การสร้างผลตอบแทนเป็นของผู้บริหารกองทุนรวมก็พอ

มือใหม่หัดลงทุนจำนวนหนึ่ง จะมุ่งเป้าไปที่การลงทุนกับหุ้นเพราะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงและรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงมาก และค่อนข้างต้องการเวลาในการติดตามสถานการณ์และศึกษาตลาด เพื่อให้ลงทุนได้ถูกต้อง ในขณะที่นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่เป็นมือสมัครเล่น เช่นหนุ่มสาวออฟฟิศซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน และไม่พร้อมจะรับความเสี่ยงมากขนาดนั้น จะมองการลงทุนกับกองทุนรวม แทน  สิ่งที่จะช่วยประเมินความสามารถของผู้บริหารกองทุนก็คือผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง หากทุกปี ผู้บริหารกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) ก็ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่ากองทุนนี้มีการบริหารจัดการที่ดีพอ หน้าที่นักลงทุนอย่างเรา ทำแค่ศึกษารายละเอียดของกองทุนรวม จัดสัดส่วนเงินทั้งหมด แล้วนำไปลงทุนในกองทุนรวมตามนโยบายสินทรัพย์ที่เราเล็งไว้ก็พอแล้ว ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนหนักใจ นั่นคือ ราคาซื้อกองทุนรวมจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนในอนาคต เพราะยิ่งเราซื้อกองทุนได้ถูกมากเท่าไหร่ เมื่อมูลค่า NAV ของกองทุนรวมปรับตัวสูงขึ้นไป เราก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น สำหรับผมการประเมินมูลค่าของกองทุนรวมทำได้ยากกว่าการประเมินมูลค่าในหุ้นรายตัว

เพราะหุ้นก็คือบริษัท หากเราเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานมั่นคง มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ มันจะช่วยให้เราตั้งสมมติฐานและประเมินมูลค่าของหุ้นได้ง่ายขึ้น แต่กองทุนรวมไม่เป็นอย่างนั้น ต่อให้เรารู้ว่ากองทุนรวมเคยทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันถูกหรือแพงอย่างไร หรือควรซื้อที่ NAV เท่าไหร่? ทำได้เพียงคำนวณว่าที่ NAV ปัจจุบันนั้นถูกหรือแพง แค่นี้ก็ช่วยให้เราตัดสินใจได้มากขึ้นแล้ว

โดยใช้หลักการเดียวกับการหาค่า P/E เพื่อราคาของหุ้น โดยการนำ NAV ต่อหน่วยของกองทุนรวม มาหารด้วย Return เฉลี่ยต่อปีที่กองทุนรวมนั้นทำได้ เพื่อวัดมูลค่าว่ากองทุนรวมที่เราสนใจอยู่ในตอนนี้มันถูกหรือแพงเกินไป การเลือกกองทุนรวมไม่ได้มีวิธีที่ตายตัว และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าไม่มีกองทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนดีไปตลอดกาล ดังนั้นการเลือกลงทุนในกองทุนรวมอาจจะเลือกได้จากปัจจัยภายในของผู้ลงทุนเอง และปัจจัยจากกองทุน

1. หุ้น / กองทุนรวม ที่ราคาน้อยกว่าแปลว่ามันถูกกว่า

อันนี้คือเรื่องที่นักลงทุนเข้าใจผิดและเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าเช่น หุ้น ก. ราคา 8 บาท ถูกกว่าหุ้น ข. ราคา 25 บาท

ในความเป็นจริงการเข้าลงทุนซื้อหุ้นจะดูที่ราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่แสดงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นออกมา

การประเมินมูลค่าว่าหุ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงสามารถคำนวนได้หลายวิธีเช่น PER P/BV SOTP หรือ DCF เป็นต้น (ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปศึกษาวิธีการอย่างละเอียดกันเองนะ)

สมมติว่าเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ก. ออกมาได้ที่ 6 บาท หุ้น ข. 32 บาท นั่นแปลว่าในตอนนี้หุ้น ก. กำลังซื้อขายแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริง หุ้น ก. จึงดูแพงกว่าหุ้น ข. ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงทันที

ซึ่งผลลัพธ์ของการประเมินมูลค่า แต่ละคนอาจจะออกมาไม่เท่ากันบางครั้งเราจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

 

2. ซื้อหุ้น/กองทุนที่มีเงินปันผล ดีกว่าไปซื้อตัวที่ไม่มีเงินปันผล

เงินปันผลเปรียบได้เหมือนน้ำผึ้งหอมหวานที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นหรือกองทุน เงินปันผลก็เหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสามารถของบริษัทได้

ทำให้เราเข้าใจกันไปเองว่าซื้อหุ้นที่มีปันผลนั้นต้องดีกว่าแน่นอน

ต้องบอกก่อนว่าหุ้นปันผลไม่ได้เป็นหุ้นที่ดี 100% บางครั้งหุ้นที่ประกาศปันผลได้อาจจะมาจากกำไรสะสมก้อนสุดท้ายเพราะปีนี้บริษัทกำลังจะขาดทุน..หุ้นปันผลบางตัวอาจจะอยู่ในวัฐจักรขาลง และมีโอกาสที่จะไม่จ่ายปันผลอีกต่อไป

ในขณะที่หุ้นบางตัวไม่นำกำไรมาจ่ายปันผลก็เพราะต้องการเก็บเงินสดไว้สำหรับการขยายกิจการ บางทีการทำอย่างนั้นอาจจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ และจะทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นตาม ซึ่งก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการปันผลของหุ้นปกติ

อย่าลืมตรวจสอบคุณภาพของกิจการและวัฐจักรธุรกิจก่อนซื้อหุ้นหรือกองทุนกันด้วยล่ะ

 

3. ซื้อกองทุนออกใหม่/หุ้น IPO ดีกว่าลงทุนในของเก่าๆ

หลายคนชอบลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม IPO เพราะคิดว่าเราได้เปรียบในการซื้อหุ้น/กองทุนที่เพิ่งเข้าตลาด ยังไงๆในอนาคตหุ้นก็ต้องขึ้นสูงกว่าราคา IPO แน่นอนอยู่แล้ว

ข้อนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะเรามักจะเห็นว่าในช่วงแรกหรือวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดจะมีการทำราคาซื้อขายสูงกว่าราคา IPO

เพราะแน่นอนว่ามีคนคิดเหมือนกัน ถ้าซื้อตอนนี้ยังไงราคาก็ต้องขึ้นในอนาคต บางตัวเป็นอย่างที่คิด บางตัวก็ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานมันก็โดนเทขายออกมาจนเหลือราคาต่ำกว่าราคา IPO

แต่ถึงกระนั้นก็มีหุ้นอีกหลายตัวที่เข้าตลาดหุ้นมาวันแรกแล้วซื้อขายต่ำกว่าราคา IPO

นั่นหมายความว่าหุ้น/กองทุนรวมที่เข้าตลาดมาใหม่ ไม่ใช่หุ้นที่ดีและไม่ใช่โอกาสลงทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ 100%

ดังนั้นก่อนจะลงทุนกับของใหม่ เราควรศึกษาข้องมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมันให้ละเอียดและครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งผลประกอบการในอดีต โอกาสในการเติบโต และความมั่นคงของกิจการ เป็นต้น และอย่าคาดหวังกับ IPO มากจนเกินไป

4. ลงทุนในหุ้นระยะยาวยังไงก็ได้กำไรแน่นอน 100%

เราอาจจะได้ยินบ่อยครั้งว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปีแล้วจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวกซึ่งมากกว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่น

ซึ่งปั้นเงินก็เคยพูดถึงการลงทุนในหุ้นลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนว่าไม่มีการลงทุนชนิดใดที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่เงินฝากธนาคารที่ปัจจุบันคุ้มครองวงเงินต้นแค่ 1 ล้านบาทแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่าทุกสินทรัพย์มีความเสี่ยงอยู่เสมอต่อให้เป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวต้องใช้คำว่า “มีโอกาสสูง” ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะเป็นบวก และปิดโอกาสการขาดทุนได้ดีกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ

แต่ก็ไม่การันตีเหมือนกันว่ามันจะทำได้ตามที่คาดหวังอย่าง “แน่นอน”

ยิ่งถ้าใครบอกว่าลงทุนหุ้นระยะยาวหรือกองทุนดัชนียังไงก็ได้ผลตอบแทน 8-10% อันนี้ก็ไม่ใช่ FACT ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน 100% แค่มีโอกาสสูงที่จะเป็นไปได้

แต่สิ่งสำคัญกว่าในการเลือกซื้อกองทุนรวมไม่ใช่ว่ามันถูกหรือแพง การเลือกลงทุนในกองทุนรวมควรพิจารณาจากปัจจัยอื่นก่อนทั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต ค่าธรรมเนียมในการบริหาร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(ค่าความผันผวน) ขนาด ผู้จัดการกองทุนรวม อายุของกองทุนรวม เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าราคาที่จะซื้อ ต้องใช้ความระมัดระวัง

อก่อนการลงทุน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

1. เราจะเก็บเงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง? 

ถ้าเราให้เรื่องการเก็บเงินเหมือนการไปท่องเที่ยวที่เราต้องรู้ก่อนว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหน การเก็บเงินอย่างไร้จุดหมายก็เหมือนการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอีกไกลมั้ยจะถึงที่ท่องเที่ยว

ไม่ชัดเจน

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะขับรถไปที่ไหนแล้วขับไปเรื่อยๆ นอกจากเสียเงินค่าน้ำมันรถแล้ว ยังเสียเวลาอีกด้วย การเก็บสะสมเงินก็เช่นกัน ถ้าเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเก็บไปถึงเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ เก็บที่ไหน เพราะเป้าหมายการเงินของเราไม่ชัดเจน ภาพในอนาคตมันก็เบลอๆไปด้วย

ชัดเจน

ถ้าเรารู้แล้วว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ก็จะรู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น อีก 1 ปีจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางแบบไหน (เครืองบิน รถยนต์ มอไซด์ รถทัวร์ ฯลฯ) ถ้าไปทางเครื่องบินจะได้จองตั๋วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ราคาถูก ทริปนี้เน้นกินหรือท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราจะได้ออกแบบโปรแกรมเที่ยวให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการเลือกที่พักใกล้ๆ เพื่อสะดวกกับการเดินทาง

รู้จักตัวเอง

รู้ว่าเราจะใช้เงินไปทำอะไรบ้าง โดยการตั้งเป้าหมายการเงินที่ดีต้องชัดเจน คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้เราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง สำหรับคนที่ไม่ชำนาญการใช้เครื่องคิดเลขการเงินอาจจะคำนวณแบบธรรมดาที่ยังไม่รวบเงินเฟ้อ เพื่อจะได้เห็นตัวเลขคร่าวๆว่าอนาคตควรเตรียมเงินเก็บไว้เท่าไหร่

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการเงิน (เราจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง)

  • มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่า่ย

  • อีก 20 ปีจะเกษียณ อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท (เตรียมเงินไว้ประมาณ 10 ล้านบาท)

  • อีก 1 ปีไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินประมาณ 50,000 บาท

  • อีก 10 ปีลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะเก็บเงินให้ลูกเรียนประมาณ 400,000 บาท

2. เลือกวิธีเก็บเงินให้ตรงกับเป้าหมาย 

สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาการเตรียมตัวแตกต่างกัน ถ้าไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน แพ็กกระเป๋าแป๊บเดียวก็เดินทางได้ทันที แต่ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องใช้เวลาเตรียมเยอะมาก ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ ฯลฯ

เรื่องการเก็บเงินก็เช่นกันที่ต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงิน  โดยเลือกให้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละแบบมีนั้นลักษณะเฉพาะของตัวเองและความเสี่ยงไม่เท่ากัน จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน

  • เป้าหมายการเงินระยะสั้น ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน

  • เป้าหมายการเงินระยะกลางถึงยาว ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องระดับปานกลางถึงสูง เช่น สลากออมสิน(สภาพคล่องต่ำ) กองทุนรวม(ความเสี่ยงระดับ 4 ขึ้นไป) หุ้นรายตัว ฯลฯ

รู้เป้าหมาย รู้ที่เก็บเงิน

เราต้องคิดภาพใหญ่ออกมาก่อนว่าเราจะใช้เงินทำอะไร เท่าไหร่บ้าง แล้วค่อยแบ่งย่อยลงมาว่าแต่ละเดือนจะเก็บเงินเท่าไหร่และเก็บที่ไหน

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

ภาพข้างล่างนี้เป็นบทสรุปของวิธีจัดการเงินของตัวเองว่า “ตอนนี้เราจะต้องเก็บเงินที่ไหนและเท่าไหร่” เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่คิดไว้ เช่น ฝากประจำเดือนละ 8,000 บาท ครบ 3 ปี มีเงินดาวน์บ้านเกือบ 300,000 บาท หลังกู้เงินซื้อย้านกับธนาคารแล้ว เงินออมก็จะย้ายไปอยู่ฝั่งหนี้สิน

คำถามช่วงต้นบทความตอบได้ด้วย “การตั้งเป้าหมายการเงินของตัวเอง” โดยมองภาพใหญ่ว่าทั้งชีวิตเราต้องการเงินไปทำอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลางหรือยาว เรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ แล้วเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรจัดการอย่างไรกับเงินที่มีอยู่ เช่น  แต่ละเดือนต้องเก็บเงินที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ กลยุทธ์การลงทุนซื้อหรือขาย การปรับพอร์ตทุกกี่เดือน ต้องการรับเงินปันผลหรือไม่ ฯลฯ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ มิได้ประกาศจะลดปริมาณการค้ากับต่างประเทศของสหรัฐอเมริกากับนานาประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับอเมริกา แต่จะลดการลงทุนระหว่างกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย กล่าวคือ จะกีดกันมิให้ทุนของชาวอเมริกันไปลงทุนในต่างประเทศ และกีดกันนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในอเมริกา แต่จะสนับสนุนให้บริษัทอเมริกันลงทุนในอเมริกาเท่านั้น และจะกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้มาลงทุนในอเมริกา กล่าวหาทุนอเมริกันว่าแทนที่จะลงทุนในอเมริกา สร้างงานให้กับคนอเมริกัน แต่กลับไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เท่ากับทุนอเมริกันไปลงทุนสร้างงานให้กับคนจีนแล้วกลับมาขายให้คนอเมริกันซื้อเพื่ออุปโภคบริโภค เพราะผู้ผลิตในอเมริกาไม่มีประสิทธิภาพพอจะผลิตของแข่งขันกับจีนได้ แม้กระทั่งในตลาดอเมริกาเอง

 

 

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงตั้งกำแพงภาษีไว้สำหรับเงินทุนอเมริกันที่จะนำไปลงทุนในจีนและประเทศอื่น ๆ โดยที่ตนไม่เข้าใจตลาดการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นผลเสียแก่สหรัฐและคนอเมริกันเองในระยะยาว ความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นความคิดที่ย้อนยุคกลับไปกว่า 250 ปีที่แล้ว ที่ ประธานาธิบดีมอนโรของสหรัฐ และ จักรพรรดิเฉียน หลง ของจีน รวมทั้งโชกุนของญี่ปุ่น ก็ไม่คิด

จะเปิดประเทศต้อนรับการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ แต่ในที่สุดก็สู้พลังทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้าพังทลายกำแพงที่ใช้ปิดกั้นการค้าและการลงทุนไม่ได้ จนเกิด “ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร” หรือ General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT เกิด “องค์การการค้าโลก” หรือ World Trade Organization หรือ WTO ซึ่งอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนทั้ง GATT และ WTO พยายามบีบบังคับให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของ WTO ยกเว้นประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุดทั้งจีน รัสเซีย และประเทศในยุโรปตะวันออกก็สามารถเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกได้

ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรปตะวันตกเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากอังกฤษตอนกลางในศตวรรษที่ 18 และขยายตัวแพร่หลายไปยังทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาเป็นเหตุให้ผู้ผลิตเห็นความสำคัญของ “ทุน”

ซึ่งแต่เดิมเคยให้ความสำคัญกับ “ที่ดิน” เป็นสิ่งสำคัญ ความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมที่การถือว่า “ที่ดิน” ซึ่งรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยเป็นปัจจัยผลิตที่สำคัญ กลายมาเป็น “ทุน” ซึ่งรวมทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีเป็นสำคัญ

นักลงทุนจะสังเกตเห็นว่า เมื่อมีการลงทุนแรก ๆ ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนจะสูง เพราะสามารถขายได้ราคาดี ต้นทุนจะถูก แต่เมื่อลงทุนผลิตมาก ๆ เข้า วัตถุดิบจะมีราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานก็จะสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าสำเร็จรูปที่ตนผลิตก็จะมีราคาที่ต่ำลงเพราะมีของเข้ามาขายในตลาดมากขึ้น ตามหลักเกณฑ์ธรรมชาติของตลาดผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนก็จะลดลง ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ประสิทธิภาพหน่วยสุดท้ายของทุน หรือ marginal efficiency of capital จะลดลง เมื่อผลตอบแทนลดลงจนเท่ากับดอกเบี้ยการลงทุนก็จะหยุด เงินทุนก็จะหาทางไปลงทุนที่อื่นที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนยังสูงอยู่ เพราะยังมีการลงทุนน้อย ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเกิดการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนต่ำ เพราะมีการลงทุนมาก่อนแล้ว เศรษฐกิจเจริญขึ้นแล้วมาสู่ที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนที่ยังสูงอยู่ การลงทุนข้ามชาติจึงเกิดขึ้น

เมื่อเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีการสะสมทุนมากมายังประเทศที่ยังมีการสะสมทุนน้อย แล้วนำสินค้ามาค้าขายกัน การเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศผสมกับการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเหตุให้ประเทศที่นำทุนมาลงทุนในประเทศที่รับการลงทุนได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ ประเทศที่มีทุนมากก็จะได้ผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงขึ้น ประเทศที่เป็นผู้รับการลงทุนจากต่างประเทศก็จะสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาของปัจจัยการผลิต อันได้แก่ ดอกเบี้ย และค่าจ้างแรงงาน ก็มีแนวโน้มที่จะมีความแตกต่างกันลดลงด้วย ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงานและเจ้าของทุนก็จะมีฐานะแตกต่างกันน้อยลง

เนื่องจากทุนมีน้อยและจำกัด อยู่ในมือคนจำนวนน้อย ผลตอบแทนของเงินทุนจึงสูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อผู้ใช้แรงงาน เพราะแรงงานมักจะมีมากจนเกินความต้องการของตลาด อำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานกับผู้เป็น

เจ้าของทุนจึงมีน้อยกว่า การจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองกับเจ้าของทุนจึงเกิดขึ้น นอกเหนือจากรัฐบาลที่จะต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อให้การต่อรองเป็นไปอย่างยุติธรรม การเกิดขึ้นของ “ค่าแรงขั้นต่ำ” และกรรมการไตรภาคีในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำจึงเกิดขึ้น

การลงทุนระหว่างประเทศจึงมีส่วนสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างประเทศก็เป็นแรงผลักดันให้มีการลงทุนระหว่างประเทศ

เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ ความแตกต่างของผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิต อันได้แก่ แรงงาน และเงินทุน จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต อันได้แก่ การเคลื่อนย้ายของเงินทุน และแรงงานการเคลื่อนย้ายของทุนมักจะไม่มีปัญหา ประเทศที่ขาดแคลนเงินทุนก็ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศที่มีเงินทุนเหลือเฟือก็ต้องการนำเงินมาลงทุนในประเทศที่ขาดแคลนเงินทุน ซึ่งค่าตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนมักจะสูงกว่า

แต่ในกรณีแรงงาน แม้จะมีแรงผลักดันให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่ผลตอบแทนต่อการจ้างงานสูงกว่า แต่กรณีนี้ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทุกประเทศจึงกีดกันการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า มีค่าจ้างแรงงานสูงกว่า มีรายได้โดยทั่วไปสูงกว่า หากปล่อยให้มีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา

มาก ค่าจ้างแรงงานก็จะลดลง หรือถ้าค่าจ้างแรงงานของแรงงานท้องถิ่นไม่ลดลง “การว่างงาน” ในประเทศที่ค่าจ้างแรงงานสูงก็จะเกิดขึ้น เพื่อรักษาระดับค่าจ้างแรงงานและรายได้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศให้สูงขึ้น ทุกประเทศจึงกีดกันการโยกย้ายแรงงานจากประเทศที่มีแรงงานเหลือเฟือเข้ามาสู่ตลาดแรงงานของตน

ประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีระบบสวัสดิการสังคม หรือ social welfare ที่ดีกว่าระบบสวัสดิการสังคมของผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า หมายความว่า ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงกว่า แต่ด้วยเหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อย เรื่องความเป็นธรรมในสังคม “ผู้ที่เอาจากสังคมมากกว่าก็ควรเป็นผู้ที่ให้กับสังคมมากกว่า” ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข อาหารการกิน การมีโอกาสในระบบเศรษฐกิจเสรีมากกว่า เนื่องจากตนได้เปรียบในเรื่องอื่น ๆ จึงเป็นเหตุให้ตนได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่น ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่นก็ควรต้องรับภาระต่อสังคมมากกว่าผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข

 

เมื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมมีความแตกต่างกันไม่มาก อันเป็นเหตุผลของภาษีที่ควรจะก้าวหน้า progressive แทนที่จะถดถอย regressive ประเทศที่ก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับสูง ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องสวัสดิการสำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับหนึ่งมีสูง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากก็อยู่ไม่ได้

จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงาน ใช้เครื่องยนต์กลไกออโตเมติก ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคนมากขึ้นจึงจะอยู่ได้ มิฉะนั้น ก็จะต้องโยกย้ายทุนและโรงงานไปอยู่ในต่างประเทศ

รายได้ของประเทศจากการส่งออกสินค้าและแรงงาน เมื่อเทียบกับรายได้จากเงินปันผล ดอกเบี้ย รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์ นิมิตสิทธิ์ ค่าเช่าและลาภลอย หรือ capital gain จากการเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพย์สินทางการเงิน หรือทรัพย์สินอย่างอื่น ๆ รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งต้องพึ่งตลาดทุนในสหรัฐอเมริกาในฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าของโลก

จากทุนที่เคยอยู่ในยุโรปแต่ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่อเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงเป็นศูนย์กลางตลาดเงิน อันได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ และเป็นศูนย์กลางของตลาดทุน การระดมทุนขนาดใหญ่ในโลกต้องผ่านบริษัทตัวแทนของสหรัฐรับประกันการขายทรัพย์สินทางการเงิน

กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับคนอเมริกันจำนวนมหาศาลให้กับผู้ออมในสหรัฐ แม้ว่าจะมีความผันผวนขึ้นลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่ก็มีความแน่นอนขั้นหนึ่งที่ผู้ที่เกษียณอายุจะได้รับหลักประกันระดับหนึ่งที่สูงกว่าประเทศอื่น

 

 

การประกาศให้สหรัฐถอยหลังเข้าคลองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ในระดับสูง หรือจะเป็นไปได้ก็ในระดับต่ำมากแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศในทางลบให้กับการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่น ไปยังแหล่งที่ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงกว่า เป็นการลดผลประโยชน์ของผู้ออมซึ่งจำนวนมากเป็นครัวเรือนชาวอเมริกัน เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง อัตราการออมก็ต้องสูงกว่าประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำ ทุกฝ่ายทั้งผู้ออมในสหรัฐและผู้ใช้เงินออมในประเทศกำลังพัฒนา เสียผลประโยชน์หมดทุกฝ่าย

ความอันตรายของ FOREX

ความอันตรายของ FOREX

ความอันตรายของ FOREX  หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำโฆษณาว่ารวยเร็ว แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่ ถ้าเรารู้ก่อน ก็จะได้ไม่ต้องไปเจอกับตัวเอง คำว่าเทรด FOREX มักใช้แทนการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีทุกสกุลเงินตั้งแต่ ดอลลาร์ ปอนด์ ยูโร เยน ทีนี้ถ้าเราเก็งถูกก็ได้เงิน ถ้าผิดก็เสียเงิน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตลาด FOREX มีการซื้อขายมหาศาล

การซื้อขายในตลาด FOREX ใหญ่กว่ามูลค่าที่ซื้อขายหุ้นทั้งหมดในโลกนี้ 27 เท่า หรือมีมูลค่า 4 เท่า ของ GDP ทั้งหมดของโลก ปี 2017 โลกมี GDP ทั้งหมด 2,500 ล้านล้านบาท ส่วนประเทศไทยทั้งประเทศมี GDP 14 ล้านล้านบาท ก็ลองจินตนาการเอาเองว่าตลาดนี้เงินสะพัดขนาดไหน คนที่ซื้อขายก็มีทั้ง คนที่ทำธุรกิจนำเข้า ส่งออก รัฐบาล สถาบันการเงิน กองทุน เทรดเดอร์รายย่อย เรียกได้ว่าแต่ละคนก็มีจุดประสงค์ในการซื้อขายแตกต่างกัน เช่น คนไทยที่ทำธุรกิจส่งออกขายสินค้าได้เงินดอลลาร์ ก็อยากแลกกลับมาเป็นเงินบาท คนไทยที่อยากไปลงทุนต่างประเทศ ก็อยากแลกเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์ เรียกได้ว่าตลาดนี้กว้างใหญ่มาก มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนี้ก็คงไม่สำคัญไปกว่าอาวุธชนิดหนึ่งของวงการ FOREX ที่เรียกว่า LEVERAGE การ LEVERAGE คือการซื้อขาย FOREX ในวงเงินที่มากกว่าเงินตัวเอง สำหรับทรัพย์สินประเภทอื่น เช่น หุ้น ปกติแล้วจะให้ใช้ LEVERAGE อย่างมาก 2 เท่า หรือ ถ้าเป็นทรัพย์สินประเภทอนุพันธ์ก็จะ LEVERAGE ได้สูงขึ้นได้เกือบ 10 เท่า ส่วน FOREX เราอาจทำได้ถึง 100 เท่า เช่น ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท เราสามารถซื้อ FOREX ในวงเงิน 10,000,000 บาทก็มี ถ้าวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสทุกอย่างเข้าทางเรา ถ้าเราแทงขึ้น ขอให้แค่ราคาขึ้นไป 1% ถ้าเราใช้การ LEVERAGE ที่ 10 เท่า ก็เหมือนเราได้ 10% ถ้าเรา LEVERAGE ที่ 100 เท่า ก็เหมือนเราได้ 100% แต่.. โลกนี้มันมีวันที่โหดร้ายเสมอ ในวันที่โชคไม่เข้าข้างเรา ในทางกลับกัน เราก็อาจจะเสียเงินหมดภายในพริบตา และเมื่อเราเสียหมด เราก็อยากจะเอาคืน แทงหนักกว่าเดิมเพื่อที่จะได้เงินของเก่าคืนไปเรื่อยๆ.. จนเรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินของเรา ดังนั้นคนที่เทรด FOREX แบบมืออาชีพ ต้องมีวินัยขั้นสูง เพราะระหว่างทางจะมีเหตุการณ์ของโลกให้เราจิตตกตลอดเวลา วันนี้เกาหลีเหนือจะยิงนิวเคลียร์ วันต่อมาเกาหลีเหนือบอกยุตินิวเคลียร์ อีกวันนึงซีเรียโดนบอมบ์ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดนี้ต้องแข่งกับคนเก่งๆ อีกเป็นล้านคน คนที่ชนะวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะชนะติดต่อกันไปเรื่อยๆ คนที่เข้าตลาดนี้มีทั้งคนที่สำเร็จ และมีคนที่ไม่สำเร็จ

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

และสำหรับในวันนี้ เว็บของเราเว็บ loaneasy-payday.net ก็จะมีบทความดีๆมาฝากทุกๆคนกัน โดยสำหรับในวันนี้จะเป็นบทความเกี่ยวการ การลงทุนกับ forex

การลงทุนกับ forex เริ่มต้นมือใหม่ควรที่จะรู้

การเทรด Forex คือ นั้นก็คือการ แลกเปลี่ยนเงินตรา และจะเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตรา ในต่างประเทศเพียงเท่านั้น เนื่องจากว่า ประเทศไทยนั้น forex นั้นถือว่าเป็นส่งที่ยังไม่ถูกกฏหมาย ในบ้านของเราสักเท่าไหร่ และสำหรับมือใหม่ อยากเทรดฟอเร็กซ์ (forex) และไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ความรู้พื้นฐานและสิ่งจำเป็นต้องมี วิธีเทรด forex ทำอย่างไร บทความนี้จะไกด์นำทางให้ท่านเข้าใจตลาด เพื่อที่จะทำให้ ท่านสามารถที่ จะเทรด forex ในตลาด ที่ทำกำไรในตลาด forex ได้อย่างถูกวิธี เทรด forex คือ การเก็งกำไรค่าเงิน บางทีก็เรียกว่า เทรดค่าเงิน หรือ เล่น forex ซึ่งเป็นการหากำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของสกุลเงินต่าง ๆ

ข้อมูลหลักๆ ที่ต้องรู้ ได้แก่อะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกันดีกว่า

ความรู้พื้นฐานในตลาด forex มีอะไรบ้าง

ประวัติความเป็นมาของ forex

Forex (ฟอเร็กซ์) ย่อมาจากคำว่า Foreign Exchange Market คือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความเป็นมาในอดีต การซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะทำโดยธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์แบงก์ สามารถทำได้โดยธนาคารใหญ่ ๆ ของแต่ล่ะประเทศเท่านั้น

forex ทำเงินได้อย่างไร

การเทรดค่าเงินในตลาดฟอเร็กซ์(Forex)รูปแบบการซื้อ-ขาย(เทรด)จะอยู่ในรูปแบบคู่สกุลเงิน (Currency Pair) กำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับส่วนต่างของค่าสกุลเงินที่กำลัง Match กันอยู่ ณ ขณะนั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การซื้อในราคาต่ำแล้วขายราคาสูง หรือการได้ขายในราคาสูงจากที่ซื้อมาราคาต่ำเป็นต้น

ตลาดเปิด-ปิด เวลาไหน

ตลาด Forex เปิดทำการซื้อ-ขาย ตลอด 24 ช.ม.ในวันจันทร์-ศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์

สกุลเงินหลักที่คนส่วนใหญ่นิยมเทรดมีอะไรบ้าง

คู่เงินที่นิยมเทรดกันมากสุด อันดับหนึ่งคือ EURUSD มากถึง 38 % อันดับสอง คือ USDJPY 23% อันดับสาม คือ GBPUSD 21 %

อุปกรณ์และเครื่องมือที่นักเทรดที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง

อีเมล (email) ใช้ ลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชี เทรด
บัญชีเงินฝาก และงบการลงทุน
เอกสารที่ใช้ยืนยันเพื่อเปิดบัญชีเทรด
คอมพิวเตอร์ PC, MAC หรือสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, แฟบเล็ตฯ ที่มีอินเตอร์เน็ตเสถียร ความเร็วตั้งแต่ 4 Mbs ขึ้นไป
ติดตั้งโปรแกรมเทรดชื่อว่า MetaTrader 4-5 (mt4,mt5) ติดตั้งได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ ios,android,windows

เปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ forex

เปิดบัญชี ทดลอง (Demo) เพื่อฝึกทดลองเทรด เพื่อเรียนรู้และ หัดใช้โปรแกรมเทรดให้ชำนาญ
เปิดบัญชีจริง (Real) เทรดเงินจริง ดูวิธี เปิดบัญชี Forex

ความรู้และเทคนิคต่างๆ เพื่อใช้ในการเทรด

เข้าใจคำ ศัพท์ที่ใช้ในตลาด forex และโปรมแกรม MT4
รู้จักติดตามหัวข้อ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวสำคัญ ทั้งในและต่างประเทศ
มีความรู้พื้นฐานการลงทุนทั่วไปอยู่บ้างเข้าใจหลักการลงทุน
มองกราฟเป็น และ สามารถวิเคราะห์เทคนิคพื้นฐานทั่วไปได้
รู้จักเครื่องมือเพื่อช่วยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

หลังจากที่ได้ทำการเทรดเงินจริงไปชักระยะหนึ่ง รวมทั้งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆตามลำดับ

เราควรมีการประเมินผล(การเทรด) ที่ผ่านว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เพื่อจะได้พัฒนา ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น รู้จักใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคหรืออินดี้ (Indicator) ต่างๆ ซึ่งปกติ เครื่องมือหลัก หรืออินดิเครเตอร์ดังกล่าวจะมีแถมมาให้ในโปรแกรมเทรด MT4 ครบอยู่แล้ว ปกติโบรกเกอร์ชั่นนำส่วนใหญ่จะมีให้บริการซิกแนล (Signal) หรือ สัญญานการเทรดเพื่อประกอบในการตัดสินใจ อีกทั้งในแฟลตฟอร์ม MT4 จะมีปลั๊กอินเสริม(รองรับเฉพาะบางโบรกเกอร์) ซึ่งเป็นปลั๊กอินช่วยวิเคราะห์ทิศทางหรือสัญญานของตลาด ปกติที่เป็นที่นิยมหลักๆจะมีอยู่สองค่ายคือ Trading Central กับ Autochartist นั้นเอง

สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอคือการมี MM (Money Management) หรือหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีนั่นก็คือ

หลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีคือ

การเทรดที่เป็นตัวของตัวเอง คือสามารถเรียนรู้การใช้กราฟทางเทคนิคช่วยในการตัดสินใจหรือรู้จักใช้ indicator เป็นตัวชี้จังหวะที่จะเข้าหรือออกจากตลาด
ใช้ระบบเทรดที่เหมาะสม เช่นการใช้ระบบเทรดอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดด้วยอารมณ์
วางแผนการเทรดให้ชัดเจน เช่น คาดหวังหรือวางเป้ากำไรไว้เท่าใด? เมื่อไหร่จะเข้าตลาด ? จะลงทุนเท่าไหร่ ? หากไม่เป็นตามแผนแล้วกำหนด Stop loos ช่วงไหน ?
มีการบริหารเงินทุนที่ดี เช่นแบ่งเงินทุนเป็นอัตราส่วน แล้วทยอยเทรดไปทีล่ะส่วน
เทรดอย่างมีวินัย เช่นเทรดตามแผนไม่เทรดตามอารมณ์ เพราะความโลภอาจทำให้กำไรหดหาย หรือบางทีความกลัวอาจทำให้พลาดโอกาสกำไรที่งดงาม