Monthly ArchiveNovember 2019

มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก SCB

มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก SCB

มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก SCB ลุ้นเม็ดเงินต่างชาติซื้อหุ้นไทย จับตาดูหุ้นฮ่องกงมูลค่ายังถูก Brand Inside นำมุมมองจาก SCB Wealth Holistic Experts เกี่ยวกับการลงทุนในปี 2020 ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมุมมองหุ้นไทยมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอาจได้ลุ้นเม็ดเงินจากต่างชาติ ขณะที่หุ้นต่างประเทศแนะจับตามองที่ฮ่องกง

ศรชัย สุเนต์ตา SCB CIO Office

ศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (SCB Chief Investment Office) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกพร้อมกลยุทธ์การลงทุนปี 2020 ในยุค New Normal ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วง Late Cycle โดยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-คู่ค้าหลักๆ ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยการที่เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตนานมากขึ้น ดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

  • “กระจายความเสี่ยง” มุมมองการลงทุนปี 2020 จาก 3 บลจ. ดัง เน้นในปีหน้า
  • บล.ไทยพาณิชย์ ชี้เป้า 5 หุ้นเด่นไตรมาส 4 เน้นหุ้นใหญ่ สภาพคล่องสูง และปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ศรชัย มองว่าโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกมีน้อยลงเช่นกัน เพราะมีข้อจำกัดในการส่งผ่านนโยบายการเงิน เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่สูงโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ภาคการเงินก็ระมัดระวังการให้สินเชื่อ และธนาคารกลางหลายแห่งยังต้องการเก็บกระสุนที่มีจำกัดไว้ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังควบคู่กับนโยบายการเงิน ซึ่งนโยบายการคลังก็มีข้อจำกัดจากการมีหนี้สาธารณะซึ่งอยู่ในระดับสูง

ผลจากการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เริ่มผ่อนคลายลง โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ น่าจะมีท่าทีที่อ่อนลงในประเด็นสงครามการค้าในช่วงปีหน้า ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดการเงิน และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ไม่อยากให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยสมัยของเขาเอง

นอกจากนี้ ศรชัย มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยถือว่ายังน้อยอยู่มาก แม้เศรษฐกิจภาพใหญ่ยังดูไม่สดใส แต่สินทรัพย์เสี่ยงได้ตอบรับปัจจัยนี้เข้าไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากเริ่มจับสัญญาณการกลับตัวที่จะบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่สำคัญๆ เช่น

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เริ่มปรับเพิ่มขึ้น
  • ปริมาณสินค้าคงคลังลดลง
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มมีเสถียรภาพหรือไม่ปรับลดลง

ศรชัย มองว่านี่ถือเป็นสัญญาณ Bottom Out ที่ควรจะเริ่มเข้าลงทุนได้ โดยกลยุทธ์การลงทุนในปี 2020 คือ หาจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น โดยเลือกลงทุนในตลาดหุ้น หรือในอุตสาหกรรมที่ราคาปรับลดลงมามาก จนต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน หรือ Laggard โดยตลาดหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา แนะนำ กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ซึ่ง Valuation อยู่ในระดับต่ำ ระดับกำไรมีแนวโน้มที่ดี โดยควรรอเข้าลงทุน หลังมีความชัดเจนของนโยบายด้านสุขภาพ
  • ตลาดหุ้นในทวีปเอเชีย จากสงครามการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น
    • ตลาดหุ้นจีน ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • ตลาดหุ้นฮ่องกง ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานบางตัว เช่น รถไฟใต้ดิน เป็นต้น

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้เข้าลงทุนใน REITs ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอัตราการปันผลของ REITs ในไทยและต่างประเทศเริ่มปรับสูงขึ้น จากการที่ถูกเทขาย ศรชัยแนะนำให้รอและทยอยเข้าลงทุน เมื่ออัตราการปันผลเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 5.4-6.0%

อย่างไรก็ดี ศรชัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนในตราสารหนี้เอกชน High Yield แต่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เอกชนในระดับเครดิตที่ดีมีเสถียรภาพ ด้านสินค้าโภคภัณฑ์แนะนำลงทุนในน้ำมัน และหลีกเลี่ยงลงทุนในทองคำ

นอกจากนี้ในระยะยาวแล้ว ศรชัย แนะนำ 5 ธีมการลงทุนในอนาคต ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนได้ผ่านตลาดหุ้นหรือผ่าน Private Equity ได้แก่

  1. เทคโนโลยี 5G
  2. ผู้สูงวัย ซึ่งอนาคตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  3. รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  4. Dematerialization ศรชัยได้ยกตัวอย่างถึง Music Streaming ที่ไม่ต้องใช้ CD แต่อย่างใด หรือ Video Streaming ที่ไม่ต้องใช้ DVD หรือ Blu-ray
สุกิจ อุดมศิริกุล

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสำหรับในปีหน้ามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ดียังคงมีความเสี่ยงด้านมหภาค เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน แต่คาดว่าเศรฐกิจโลกยังคงเติบโตได้แม้อัตราการเติบโตต่ำ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเทศเกิดใหม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น QE ไว้รองรับความเสี่ยงแล้วตั้งแต่ปลายปี 2562

สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. 2 ครั้ง การออกมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจของรัฐบาลทั้งด้านการบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ต้นปี 2563 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2563 ให้เติบโตได้ แม้จะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่า การลงทุนของรัฐบาลและเอกชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2563

สุกิจ ยังเสริมว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามในกลุ่ม Emerging Markets ซึ่งยังคงตามหลังตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และ ยุโรป ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้วหลายตลาดฯ ทำให้ผลตอบแทนเริ่มจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีความน่าสนใจมากขึ้นในปี 2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสหรัฐฯ กับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ในเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงหุ้นไทยเริ่มจำกัดเนื่องจากคาดว่าการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 2562 สิ้นสุดแล้ว ในขณะที่กำไรสุทธิมีโอกาสฟื้นตัวในปี 2563 ประมาณ 8-10% YoY และหุ้นไทยเองยังได้ลุ้นกับเม็ดเงินจากต่างชาติที่มีโอกาสจะไหลเข้ามาได้ด้วย คาดว่าในปี 2020 นั้น SET Index จะอยู่ในช่วง 1,600 ถึง 1,800 จุด

กลยุทธ์การลงทุนในปีหน้า แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เน้นหุ้นที่มีเงินปันผล ราคาไม่แพงและกำไรสุทธิยังคงเติบโตได้แม้ไม่สูงก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น

  • กลุ่มค้าปลีก
  • การแพทย์
  • นิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ สุกิจ ยังได้เสริมว่าถ้าหากนักลงทุนรับความเสี่ยงมากขึ้น ก็แนะนำหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี เนื่องจากมูลค่าหุ้นลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ว โดยคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัว และ สงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย


 

โอกาสการลงทุนแปลกที่คุณอาจคาดไม่ถึง

โอกาสการลงทุนแปลกที่คุณอาจคาดไม่ถึง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ETF

โอกาสการลงทุนแปลกที่คุณอาจคาดไม่ถึง สำหรับผู้อ่านที่ติดตามบทความผมมาซักระยะคงจะทราบกันดีถึงข้อเท็จจริงที่ผมมักจะอ้างถึงเสมอๆในเรื่องการลงทุนต่างประเทศที่ว่าโอกาสการลงทุนในประเทศไทยมีขนาดไม่ถึง 1% ของตลาดการลงทุนทั่วโลก ดังนั้นการเปิดโอกาสการลงทุนต่างประเทศจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นสำหรับโลกการลงทุนในทุกวันนี้ ซึ่งผมได้แนะนำแนวทางในการลงทุนต่างประเทศที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนที่ดี ด้วยการเปิดพอร์ตการลงทุนหุ้นต่างประเทศ (บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ offshore) กับบริษัทหลักทรัพย์หลายๆแห่งในประเทศไทยที่เปิดให้บริการการลงทุนตรงต่างประเทศเหล่านี้

จุดเริ่มต้นการลงทุนต่างประเทศผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ offshore เหล่านี้อย่างง่ายๆคือ การซื้อกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ถูกจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ต้องบอกเลยครับว่าถ้าเราพูดถึงสิบกว่าปีที่แล้ว เครื่องมือที่จะใช้เข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภททั่วโลกไม่ค่อยมีนักและมักมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูง

แต่ทุกวันนี้ ETF ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศด้วยสภาพคล่องที่สูงมาก มีกองทุน ETF เกื่อบห้าพันกองให้เลือกลงทุนในทุกสินทรัพย์ ทุกภูมิภาค ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และสไตล์การลงทุนเลยทีเดียว ซึ่งผมได้เคยเล่าถึงวิธีการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงด้วยกองทุนเหล่านี้ในหลายๆบทความที่ผ่านมา

สำหรับวันนี้ผมขอมาแชร์สาระแบบเบาๆไปกับโอกาสการลงทุนที่เรียกได้ว่ามีความแปลกเฉพาะตัวจนนักลงทุนบางท่านอาจคิดไม่ถึงว่ามีกองทุนแบบนี้ให้ลงทุนจริงๆ ต้องบอกเลยครับว่าตลาดกองทุน ETF ในสหรัฐฯแข่งขันกันหนักมาก ใครมีแนวคิดหรือนวัตกรรมดีๆอะไรก็ต้องงัดออกมาทดลองตลาดให้รู้กันไปข้างว่าจะมีคนต้องการไหม

เรามาดูกันครับว่ามี ETF แปลกๆอะไรที่น่าสนใจบ้าง แค่ Ticker ที่ใช้ซื้อขายในตลาดบางตัวก็เรียกความสนใจได้อย่างดีแล้ว แต่ก่อนจะเล่าต่อ ผมต้องขอออกตัวว่าไม่ได้มาแนะนำให้ลงทุนในกองทุนเหล่านี้นะครับ แต่มาแชร์ให้ฟังกัน ถ้าจะลงทุนกันจริงๆ ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมและปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนที่ท่านไว้ว่าใจก่อนการลงทุนครับ

ETF คืออะไร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ETF

ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Fund เป็นกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มีนโยบายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหรือราคาของสินทรัพย์ที่กองทุนใช้อ้างอิง ผู้ลงทุนสามารถซื้อขาย ETF ได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง

ทำไมต้องเลือก ETF

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ETF
ผู้ลงทุนสามารถใช้ ETF เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ทำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายโดยใช้เงินน้อยและไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นรายตัว มีโอกาสรับผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง และมีโอกาสรับเงินปันผลด้วย นอกจากนี้ ETFเป็นกองทุนรวมที่ซื้อขายเปลี่ยนมือได้โดยสะดวก เพราะมีผู้ดูแลสภาพคล่อง ทำหน้าที่ส่งคำสั่งเสนอซื้อเสนอขาย ผู้ลงทุนสามารถทำรายการซื้อขาย ETF ในตลาดหลักทรัพย์ได้เมื่อต้องการโดยเปรียบเทียบราคากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (iNAV = Indicative Net Asset Value) ที่แสดงควบคู่กันระหว่างเวลาซื้อขาย

ETF มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ETF
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้กองทุนรวมอีทีเอฟที่มีนโยบายสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของปัจจัยอ้างอิงดังนี้

ดัชนีกลุ่มหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงาน
ราคากลุ่มหลักทรัพย์หรือกลุ่มตราสารทางการเงินอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศ
ราคาทองคำแท่งซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมผู้ค้าทองคาในประเทศไทยหรือในระดับสากล
โดยในปัจจุบันมี ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

Equity ETF / Index ETF: มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นในประเทศ
Sector ETF: มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม
Foreign ETF: มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาหุ้นต่างประเทศ
Gold ETF: มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาทองคำ
Bond ETF: มุ่งสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีราคาตราสารหนี้

Market Maker หรือผู้ดูแลสภาพคล่อง ETF ทำหน้าที่อะไร

บลจ. ผู้ออก ETF จะมีการแต่งตั้งผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อให้ทำหน้าที่ส่งคำสั่งเสนอซื้อ (Bid) เสนอขาย (Offer) หน่วยของ ETF ตามกรอบการดำเนินงานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้ ETF มีราคาเสนอซื้อขายระหว่างเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการ (คลิกที่นี่เพื่อดูรายชื่อ MM)

1.The Obesity ETF(Ticker: SLIM)

กองทุนนี้ลงทุนในบริษัทที่สร้างรายได้หลักๆจากโรคที่เราเรียกกันว่า โรคมีอันจะกิน ที่เกิดจากภาวะน้ำหนักเกิน เช่นเบาหวาน ความดันสูง ไขมันอุดตัน และโรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทวิจัยและผลิตยาหรือไบโอเทคโนโลยี ด้วยโรคน้ำหนักเกินที่แพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกมากขึ้นตามลำดับ การลงทุนในบริษัทเหล่านี้ก็ดูเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีทีเดียว

2.Buzz US Sentiment Leaders ETF (Ticker: BUZ)

กองทุนนี้ใช้ข้อมูลในโลกโซเชียลล้วนๆในการเฟ้นหาหุ้นที่กำลังมีการติดตามพูดถึงมากในโลกโซเชี่ยว ประเมินทัศนคติต่อหุ้นตัวนี้ว่าเป็นเชิงบวกหรือลบ และประเมินความแม่นยำของแหล่งข่าวหรือผู้ที่กล่าวถึงหุ้นนั้นๆ เรียกได้ว่าเป็นการใช้บิ๊กดาต้า เพื่อค้นหาหุ้นที่กำลังมีคนสนใจด้วยทัศนคติบวกเพื่อการลงทุน ต้องบอกว่าพลังโลกโซเชี่ยวทุกวันนี้เราคงเพิกเฉยได้ยาก คงต้องให้เวลาพิสูจน์กลยุทธ์นี้กันครับ

3.ETFMG Video Game Tech ETF (Ticker:GAMR)

โลกได้เปลี่ยนไปไกลมากๆจากเกมส์ที่หลายๆท่านอาจเล่นกันในเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว มาเป็นเกมส์บนดิจิตอลแพลตฟอร์มทุกรูปแบบ เกมส์ที่เล่นบนเน็ตเวิคร์ผ่าน อินเตอร์เน็ต จนเป็น Electronic Sport ที่มีผู้ชมและสปอนเซอร์ในเวทีแข่งขันและเงินรางวัลระดับโลก ธุรกิจการพัฒนาเกมส์ทั้งเครื่องเล่นฮาดแวร์และโปรแกรมซอฟแวร์ได้เติบโตอย่างเขย่งก้าวกระโดด จึงทำให้การลงทุนในบริษัทที่มีรายได้จากทั้งวงจรของธุรกิจเกมส์นี้เป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจทีเดียว

4.The Procure Space ETF (Ticker:UFO)

ETF ตัวนี้แค่ Ticker ก็น่าสนใจแล้ว เราอาจได้เคยได้ยินชื่อเจฟ เบซอส เจ้าของเจ้าโลก E-commerce อย่าง Amazon หรือ อีลอน มาสค์ เจ้าของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าชื่อดัง ที่มีบริษัทที่แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ รวมทั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ทำงานโดยปัญญาประดิษฐ์ในอวกาศ ฟังดูเหมือนไกลตัวแต่จริงๆแล้วการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเหล่านี้อาจใกล้ตัวเรากว่าที่คิด กองทุนนี้ลงทุนในบริษัทที่จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศและเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ทำงานในอวกาศเหล่านี้ อาจเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงสูงมากแต่โอกาสผลตอบแทนก็สูงตามมาเช่นกัน

จริงๆแล้วยังมี ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่มีความเฉพาะตัวอีกมากเช่น ธุรกิจกัญชา ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 5G และ Internet of Things เป็นต้น วันนี้ขอเล่าสี่ตัวที่ผมเห็นว่าอาจไม่ค่อยคุ้นกันนัก และที่สำคัญเราคงจะเห็นแล้วว่าบริษัทไทยมีวงแคบและจำกัดกว่าการลงทุนทั่วโลกมาก มาลองสำรวจโอกาสเหล่านี้กันอย่างจริงจังกันครับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ETF


 

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี"

เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี “Entrepreneur” “Businessman” “นักธุรกิจ” เป็นคำในฝันที่หลายๆ คนอยากจะเป็น นั่นคือการได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีความมั่งคั่ง มีเงินมากพอที่จะทำให้ตนเองและคนรักสุขสบาย  ในยุคของผม (Gen-Y) เป็นยุคที่คนรุ่นนี้หลายๆ คนมีความใคร่ (Passion) ในเรื่องการทำธุรกิจ หลายๆ คนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีต้นแบบที่ยอดเยี่ยมอย่างคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย นักธุรกิจวัยรุ่นพันล้าน เป็นไอดอล ทำให้พวกผมเองก็อยากประสบความสำเร็จแบบเดียวกับคุณต๊อบเช่นกัน

1. ถามตัวเองก่อนว่ามี “ความใคร่” (Passion) ในเรื่องอะไร

การลงมือทำธุรกิจ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำก็ทำ หรือเห็นคนอื่นทำแล้วรวยก็เลยอยากทำตามบ้าง อย่าคิดว่าการทำธุรกิจนั้นจะสบายนะครับ ที่คุณเห็นคนอื่นสบาย ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่พวกเขาลงมือทำด้วยความยากลำบากจนสำเร็จแล้ว ตอนที่พวกเขาเหน็ดเหนื่อย พวกคุณอาจจะไม่ได้เห็นในส่วนนี้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรบ้าง ทำให้บางทีคุณคิดไปเองว่าการทำธุรกิจนั้นเป็นของง่าย

จงถามตัวเองให้ชัดว่ามี “ความไคร่” ในเรื่องการอยากเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นเถ้าแก่มากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สึกที่วัดไม่ได้ แต่ถ้าคุณเอาเงินเป็นตัวตั้ง เช่น ทั้งชีวิตนี้คุณจะเป็นเถ้าแก่ร้อยล้านให้ได้ อย่างนี้ถือว่าดี เพราะวัดผลได้ด้วยตัวเงิน

ถ้าไม่ได้อยากเป็นเจ้าของธุรกิจจากใจจริงก็อย่าเสียเวลาทำนะครับ คุณจะสู้คนมีแพชชั่นเยอะๆ ไม่ได้ ในระยะยาว คุณแพ้แน่ๆ ถ้าใจไม่ถึงจริง

ความไคร่จะเป็นพลังเชิงบวกให้คุณไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ว่าคุณจะเหน็ดเหนื่อยซักแค่ไหน คุณก็จะไม่ยอมแพ้และลงมือทำจนสำเร็จ ถ้าคุณมีความไคร่ในเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยมและอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจริงๆ สู้งาน อดทน มีทัศนคติที่เป็นบวกอยู่ตลอดเวลา ผมขอบอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้วครับ

2. ลงมือเขียนเกี่ยวกับตัวเองว่ามีความถนัดด้านอะไรบ้าง

การเริ่มต้นทำธุรกิจ สามารถลงมือทำได้ง่ายขึ้นด้วยการลงมือสำรวจตัวเองว่ามีความถนัด ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณ “ได้เปรียบ” ในการแข่งขันทางธุรกิจอีกด้วย เช่น คุณเรียนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่ช่วยงานได้หลากหลาย คุณสามารถใช้ความรู้ความสามารถในเรื่องนี้เพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเองได้ทันทีด้วยการเขียนโปรแกรมขาย พร้อมกับฝึกทักษะการขายไปในตัว เป็นต้น หรือบางคนมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ สามารถทำงานแปลภาษาเป็นธุรกิจของตัวเองได้ บางคนชอบทำขนม ถนัดการทำอาหาร ทำกาแฟ ตัดผม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น

แต่บางคนอาจจะไม่ถนัดอะไรเลยซักอย่าง มีความสามารถแบบเป็ดๆ (ฮา) ผมเองก็เป็นเช่นนั้นครับ ถ้าคุณชอบงานขาย ชอบงานจับเสือมือเปล่า ไม่ต้องลงทุนมาก ลงแรงอย่างเดียว คุณอาจจะค้นพบความสามารถในการเป็นนายหน้าให้กับหลายๆ ธุรกิจ เช่น ธุรกิจนายหน้าที่ดิน ตัวแทน ขายประกัน ขายตรง นายหน้า B2B ฯลฯ ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะทำให้คุณโดดเด่นในการเข้าสู่โลกธุรกิจมากขึ้น เพราะงานขายถือว่าเป็นสกิลที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างยอดขายและความมั่งคั่งเข้าสู่กระเป๋าคุณ

3. ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจแบบ “B2B” หรือ “B2C”

ผมอธิบายไปหลายรอบแล้วกับรูปแบบการทำธุรกิจทั้ง 2 โมเดลนี้ แต่ก็จะขออธิบายซ้ำอีกครั้งเพื่อความเข้าใจสำหรับคนใหม่นะครับ จงถามตัวเองว่าคุณชอบธุรกิจรูปแบบไหน แล้วเริ่มลงมือทำได้เลย

B2B (Business-to-Business) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าคือตัวบริษัท องค์กร เป็นหลัก ซึ่งมุ่งเน้นการขายสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์อีกธุรกิจหนึ่ง ทำให้อีกธุรกิจได้ประโยชน์ที่ดีขึ้น เช่น ได้กำไรเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง ประหยัดเวลาทำงานมากขึ้น เป็นต้น ตัวอย่างธุรกิจ B2B เช่น ธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา ธุรกิจติดแอร์บริษัท ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ธุรกิจขายเครื่องจักรเข้าโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้มีข้อดีคือไม่ต้องทำการตลาด ลงทุนด้านโฆษณาอะไรมากมาย สินค้าที่ขายเน้นการตอบโจทย์ผู้ซื้อ สินค้าบางอย่างมีมูลค่ามหาศาลซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้และไม่จำเป็น แต่ข้อเสียคือต้องเน้น “นักขาย” เป็นหลัก มีกระบวนการซื้อที่ใช้ระยะเวลา ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้า บางทีลูกค้าขอผ่อนผันการชำระเงินขั้นต่ำ 1 เดือน ทำให้คุณอาจจะขาดกระแสเงินสดได้ อีกทั้งยังมีจำนวนลูกค้าที่มีอยู่จำกัด ขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดว่าสินค้าคุณขายได้มากแค่ไหน

B2C (Business-to-Customer) เป็นธุรกิจที่กลุ่มลูกค้าคือคนทั่วไป เน้นการขายแบบแมส (Mass Market) ซึ่งสินค้าและบริการจะขายให้กับรายบุคคล พูดง่ายๆ ก็คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซื้อกินซื้อใช้ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจขายรถ ขายบ้าน ขายที่ดิน ฯลฯ กลุ่มนี้ถือว่าเป็น B2C ทั้งหมด ต้องพึ่งพา “การตลาด” โดยเฉพาะการโฆษณาอย่างมหาศาลเพื่อให้คนเป็นที่รู้จักและสนใจ การตลาดจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดเหนือการขายในหลายๆ กรณี ข้อดีคือถ้าคุณทำตลาดได้ดี สินค้ามีราคาน่าสนใจ คุณมีสิทธิ์รวยมากเพราะลูกค้าที่มาซื้อนั้นมีจำนวนมาก แต่คุณจะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่มากมายเช่นกัน คุณต้องเชี่ยวชาญกลยุทธทางการตลาด การตั้งราคา ลด แลก แจก แถม ต่างๆ เพื่อให้คุณนำหน้าเหนือคู่แข่งให้ได้

4. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะทำธุรกิจไปเพื่ออะไร

ถ้าตอบให้ชัดว่าทำเพราะอยากรวยร้อยล้าน พันล้าน อย่างนี้ถือว่าดีครับ ชัดเจนดี แต่ถ้าเป้าหมายคืออยากสบาย เห็นคนอื่นรวยก็อยากรวยบ้าง อย่างนี้อาจจะไม่ชัดเจนนัก เป้าหมายในการทำธุรกิจต้องมีตัวเลข โดยเฉพาะยอดขายหรือขนาดของธุรกิจให้ชัดเจน คุณมีสิทธิ์ฝันว่าเป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านได้ สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายที่คุณต้องลงมือทำ ต่อให้ยังไปไม่ถึง แต่ผมเชื่อว่าคุณจะได้อะไรจากการลงมือทำธุรกิจไปได้มากเลยทีเดียวครับ

แรงกระตุ้นที่ดีสำหรับการทำธุรกิจก็คือ “การส่งมอบธุรกิจ” ให้กับคนที่คุณรัก ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณสามารถมอบให้ลูกชายคุณขึ้นเป็นประธานบริษัทแทนคุณได้ หรือเขียนเป็นจำนวนสัดส่วนหุ้นเพื่อแบ่งปันให้คนรักได้ผลประโยชน์ร่วมกับคุณด้วย จงกำหนดเป้าหมายในเรื่องนี้ด้วย เพราะครอบครัวและคนที่คุณรักก็เป็นส่วนที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจได้ครับ

5. เขียนแผนธุรกิจโดยเน้นถึงยอดขาย กำไร จำนวนลูกค้า ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการตลาด เป็นหลัก

เมื่อคุณมีความตั้งใจแน่วแน่ มีเป้าหมาย เลือกประเภทของธุรกิจ ค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีคือการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่ายขึ้นมา วิธีการก็ง่ายๆ ดังนี้

ธุรกิจที่ต้องการทำ: ธุรกิจติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในอาคาร

รูปแบบธุรกิจ: B2B บริษัทจำกัด เน้นการขายและติดตั้งกล้องให้กับบริษัทหรือหน่วยงานที่มีอาคารสำนักงาน

เหตุผล: มีความรู้ มีข้อมูล มีแหล่งกล้องที่ดี เชื่อถือได้ คิดว่างานติดกล้องภายในอาคารมีความจำเป็น

เป้าหมาย: ต้องการทำเป็นรูปแบบบริษัทที่มียอดขายประมาณ 20 ล้าน ในช่วง 3 ปีแรก

กำไร: ต้องการได้กำไรไม่ต่ำกว่า 30% จากยอดขาย (20ล้าน/30% = 6 ล้านบาท)

จำนวนลูกค้า: เน้นกลุ่มองค์กรที่มีอาคารสำนักงานและซีเรียสเรื่องความปลอดภัย แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ เช่น

ธุรกิจ Community Mall: กรุงเทพมี 20 กว่าแห่ง

ธุรกิจร้านอาหารและห้องอาหาร: กรุงเทพมีมากกว่า 500 แห่ง

ธุรกิจสถานบันเทิงยามค่ำคืน: มีเป็นร้อยกว่าแห่ง

ธุรกิจสถานศึกษา: มีเป็นร้อย

ธุรกิจโรงพยาบาล: มีเป็นสิบ

จากเรื่องจำนวนลูกค้าจะทำให้คุณมีลีด (Lead) ที่เป็นไปได้และทำให้คุณประเมินจำนวนลูกค้าผู้มุ่งหวัง (Prospect) ได้คร่าวๆ จำนวนลูกค้าจะเป็นเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าคุณได้อย่างแน่นอน

ต้นทุนการผลิต: ค่ากล้องวงจรปิด ค่าติดตั้ง ค่าอะไหล่ ค่าแรง ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าออฟฟิศ ค่าจ้าง ฯลฯ

ต้นทุนการตลาด: ค่าโฆษณาลงกูเกิ้ล ค่าทำโบรชัวร์ ค่าเอนเตอร์เทน ฯลฯ

สมมติว่าต้องการยอดขาย 20 ล้านบาท

ขายกล้องวงจรปิด 1 งาน มีการติดกล้อง 10 ตัว มูลค่าประมาณ 20,000 บาท พร้อมค่าแรง

คุณต้องหาลูกค้า = 20,000,000/20,000 = 1,000 ราย

ใน 1 ปี ถ้าคุณทำนัดได้วันละ 5 นัด ใน 1 เดือน ทำงานวันละ 20 วัน หัก เสาร์ อาทิตย์ คุณจะทำนัดได้ 1,200 นัด ต่อปี ถ้าทุกเจ้าที่เข้าไปขายซื้อคุณหมด คุณจะบรรลุ 20 ล้าน ภายใน 1 ปี แต่มันคงเป็นไปไม่ได้

สมมติว่าค่าเฉลี่ยความสำเร็จที่ปิดการขายได้เท่ากับ 30% นั่นคือ เข้า 10 ราย ขายได้ 3 ราย ใน 1 ปี คุณเข้าพบลูกค้า 1,000 ราย คุณจะขายได้ 300 ราย ซึ่งยอดยังไม่ถึง 20 ล้าน

คุณจะต้องหาลูกค้ามากถึง 3,300 ราย ถึงจะได้ลูกค้าประมาณ 1,000 ราย เพราะค่าเฉลี่ยที่ปิดได้คือ 30%

คุณคงเหนื่อยเกินไป มีสองทางเลือกคือ 1 เพิ่มคุณภาพการปิดการขายให้ดีขึ้น กับ 2 จ้างเซลล์เพิ่มขึ้น

เห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ถ้าคุณเขียนตัวเลขกำกับ จากตัวอย่างจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยทุกข้อมีตัวเลขกำกับและวัดผล สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น

6. ประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจให้รอบคอบ

ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ค่อยทำกัน คิดว่าง่าย มีเงินก็ทำได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะความเสี่ยงที่คุณไม่ระวังและประมาทอาจทำให้คุณเจ๊งทันที จงเขียนออกมาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คุณเสียเปรียบได้ ตัวอย่างเช่น  คู่แข่ง สภาพอากาศ ธุรกิจของลูกค้า การเมือง สงคราม กฎหมาย หุ้นส่วนของคุณ คนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ ลูก เมีย สุขภาพของคุณและทีมงาน ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติต่างๆ ฯลฯ

ความเสี่ยงบางอย่าง เช่น สภาพอากาศแบบน้ำท่วมนานๆ อาจทำให้ธุรกิจของคุณเจ๊งได้เลย จงคิดเสมอว่าถ้าเจอเหตุการณ์แย่ๆ เข้ามา คุณจะวางแผนรับมือมันได้อย่างไร เช่น ออมเงินสำรองทางธุรกิจ ทำธุรกิจเสริมหลายๆ ทาง ทำประกันวินาศภัย ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินและธุรกิจ เป็นต้น

7. ควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

จงอย่าหมดเงินไปกับเรื่องไร้สาระและไม่ทำให้คุณได้เงิน เช่น การใช้จ่ายสุุรุ่ยสุร่าย การทำโฆษณาผิดกลุ่ม การจ้างพนักงานเข้ามามากเกินไป การสร้างออฟฟิศสวยงามโดยที่ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการหาเงินเพิ่มได้ การลงทุนเกินตัว การบวกกำไรที่ไม่สัมพันธ์กับต้นทุนขาย เป็นต้น

หรือแม้แต่ต้นทุนด้านเวลา เช่น ใช้เวลามากเกินไป หมดเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้ได้เงิน เช่น งานเอกสาร งานภายใน งานหลังบ้าน เป็นต้น คุณมีเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จงใช้มันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การโหมงานหนักมากไปก็ไม่ดี สุขภาพคุณอาจจะแย่ในภายหลังได้ หรือให้เวลากับธุรกิจน้อยไปก็ไม่ดี เพราะคุณจะตามไม่ทันคู่แข่ง ขาดกำลังสำคัญในการทำธุรกิจ เป็นต้น

8. โฟกัสด้านการขายเป็นหลัก

จำไว้นะครับ การขายและยอดขายคือเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจคุณ ถ้ารักที่จะทำธุรกิจ แต่ไม่มีทักษะการขาย ไม่ชอบงานขาย คุณจะโตได้ยากมาก หรือเต็มที่ก็คือประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีทางรวยระดับร้อยล้าน พันล้าน แน่นอน จงโฟกัสเรื่องนี้และเรียนรู้ ศึกษา พัฒนาตัวเอง ในเรื่องทักษะการขายอยู่ตลอดเวลา ทักษะนี้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ต่อให้ไม่ชอบหรือไม่มีความรู้เรื่องสินค้าเลย คุณก็สามารถขายได้อยู่ดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างไรดี"


 

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า"

สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า คนไทยเริ่มสนใจการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นไม่ได้มองเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนในอดีต เห็นได้จากสหรัฐฯขู่ตัดจีเอสพีซึ่งสื่อมวลชนรวมถึงสังคมโซเชียลมิเดียติดตามต่อเนื่อง GSP : Generalized System of Preference หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ประเทศพัฒนาแล้วยกเว้นภาษีขาเข้าให้กับประเทศที่ด้อยพัฒนา เป็นการเลือกที่จะให้หรือไม่ให้ฝ่ายเดียว อาจพ่วงประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศเข้าไปด้วย

กรณีไทยประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าในระดับต้นๆ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐมากถึง 4.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้การส่งออกไปสหรัฐน่าจะได้ถึง 3.15 หมื่นล้านเหรียญเป็นเงินไทยประมาณ 9.52 แสนล้านบาท ทำให้กลายเป็นคู่ค้าส่งออกเบอร์ 1 แทนประเทศจีนซึ่งจะทำให้ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดในรอบหลายปี

หากถูกตัดจีเอสพีผลกระทบคงมีบ้างขึ้นอยู่กับว่ายื่นอยู่ตรงจุดไหน แต่ภาพรวมคงไม่มากเพราะมีสินค้าที่อาจอยู่ในข่ายเพียงบางส่วนเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกตัดออกไปมากแล้ว ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการ ถูกตัด “จีเอสพี” ไม่ใช่ทางสหรัฐเขาจะแซคชั่นไม่ให้นำเข้าสินค้าไทยหรือขึ้นกำแพงภาษีแบบที่จีนโดน ภาระอยู่ที่ผู้นำเข้าฟากเขาที่ต้องเสียภาษีเฉลี่ยประมาณไม่เกินร้อยละ 5

  • “สหรัฐ” ให้คํามั่นพร้อมทบทวนประเด็นตัด “จีเอสพี” ไทย
  • พปชร.โต้”หญิงหน่อย” ชี้เศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
  • กรมอุตุฯเตือน พายุนากรี รุนแรงระดับ5 มีผลกระทบไทย

ขณะที่คู่แข่ง เช่น เวียดนาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย ทางสหรัฐฯ เขายังโอ๋อยู่จึงไม่โดนแต่ข้อเท็จจริงผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าคงขอปรับราคาขึ้นอยู่กับการต่อรองกับผู้ส่งออกไทย ในต่างประเทศรวมทั้งสหรัฐ “Product of Thailand” เป็นแบรนด์พรีเมียมด้านคุณภาพเป็นจุดแข็งของสินค้าไทยหากต้องลดราคาบ้างคงเป็นบางส่วนไม่น่ากระทบส่งออกในภาครวม

สำหรับโจทย์เกี่ยวกับด้านแรงงานต่างด้าวให้สามารถตั้งสหภาพได้อย่างเสรี เห็นว่าคงเป็นข้ออ้างแฝงเพราะไม่มีประเทศไหนรวมทั้งสหรัฐอเมริกาทำกัน การดูแลแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวของไทยที่ผ่านมาอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก เห็นได้จากยุโรปปลดธงเหลือง “IUU Fishing” ส่วนด้านการค้ามนุษย์ทางสหรัฐฯปรับระดับเป็นประเทศไม่เป็นปัญหาอยู่ในอันดับ “Tier 2” ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำ, ประกันสังคม, การเข้าถึงระบบสุขภาพทั่วหน้าแรงงานต่างด้าวได้เหมือนคนไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สหรัฐฯตัด GSP ไม่ได้ส่งผลมากเมื่อเทียบกับบาทแข็งและผลกระทบสงครามการค้า"

ประเด็นเหล่านี้ยังมีเวลา 6 เดือนกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศคงต้องไปดูว่าแท้จริงว่าสหรัฐฯต้องการอะไรหรือเราไปเหยียบเท้าธุรกิจอะไรของเขาแต่จะเกี่ยวข้องกับการแบนสารพิษหรือไม่คงตอบไม่ได้

อย่าให้เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นทางการเมืองเพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติต้องช่วยๆ กัน แต่อย่าบ้าจี้ไปรับเงื่อนไขเสรีแรงงานต่างด้าวให้รวมตัวกันเป็น “Union” ซึ่งสหรัฐฯเขาใช้ศัพท์ “Federation” ต้องระวังเพราะความหมายไม่เหมือนกันกินพื้นที่มากกว่า มีความพยายามไปโยงว่าเป็นเหตุให้ว่าผู้นำสหรัฐฯไม่มาประชุม “Asean Summit” ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งส่งมือรองระดับท้ายๆ เข้ามาแทน เห็นว่าคงไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าใดเพราะช่วงนี้การเมืองภายในสหรัฐฯร้อนแรงหนักกว่าไทย

จากกรณีคุณทรัมป์ฯกำลังเข้าสู่กระบวนการ “Impeachment” เพื่อไต่สวนถอดถอนจากการเป็นประธานาธิปดี เนื่องจากฝ่ายค้านพรรคเดโมแครต กล่าวหากรณีโทรศัพท์ไปหาผู้นำยูเครนเพื่อขอข้อมูลนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิปดีสมัยโอบามาซึ่งจะเป็นคู่แข่งเลือกตั้งปีหน้า เรื่องพวกนี้คงเป็นประเด็นที่คุณทรัมป์ฯ ให้ความสำคัญมากกว่ามาประชุมอาเซียนและคงไม่มีเวลามาหาเรื่องไทยเกี่ยวกับจีเอสพีซึ่งเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยในสายตาของเขา

การถูกสหรัฐฯตัดจีเอสพีผลกระทบส่งออกไปสหรัฐฯคงอยู่ในวงแคบๆ แต่ตัวร้ายที่จะกระทบภาคส่งออกของไทยอย่างเป็นนัยคืออัตราแลกเปลี่ยนบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

ช่วง 3 เดือน แข็งค่าร้อยละ 2.3 โดยในช่วง 10 เดือนของปีนี้อัตราแลกเปลี่ยนบาทแข็งค่าถึงร้อยละ 6.0 ผู้ส่งออกทุกหนึ่งเหรียญสหรัฐฯเงินหายไปเกือบ 2 บาทหรือปีนี้ทั้งปีการส่งออกในรูปเงินบาทจะหายไปประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท อีกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยคือวิกฤตสงครามการค้าโลกหรือ “Trade War” ถึงจะมีการเจรจากันไปบ้างคงไม่จบง่ายๆ เพราะแต่ฝ่ายมีการเมืองภายในประเทศเป็นเดิมพันอาจต้องยืดไปถึงหลังเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายนปีหน้า

เศรษฐโลกจะทวีความผันผวนผลกระทบเชื่อมโยงกันปีหน้าจะหนักกว่าปีนี้ เห็นได้จากธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)หั่นดอกเบี้ยนโยบายลงมาใกล้จะติดระดับศูนย์อยู่แล้ว ผลที่ชัดเจนส่งออกไทยเดือนกันยายนหดตัวร้อยละ 1.39 เป็นการหดตัวต่อเนื่องในช่วงมกราคม – กันยายนหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 2.11 เป็นการติดลบทุกภาคส่วนโดยเฉพาะส่งออกสินค้าเกษตรและปศุสัตว์หดตัวหนักติดลบร้อยละ 3.72

เมื่อบวกกับปัญหาภัยแล้งเกษตรกรไทยเหนื่อยแน่ การเปิดตลาดใหม่ภายใต้เศรษฐโลกขาลงคงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ สะท้อนจากตลาดส่งออก 15 รายแรกล้วนติดลบยกเว้นสหรัฐฯที่ขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 14.07 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นบวกจากการส่งออกทองคำ

ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อที่ซบเซามาตรการชิม-ช็อป-ใช้ทั้งเฟส 1-3 มีผลน้อยมากคงไม่สามารถดันเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายได้อย่างที่หวัง ทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศประมาณว่าปี 2562 เศรษฐกิจไทยคงขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 2.75

ส่วนด้านการส่งออกซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยังใจแข็งไม่ลดเป้าที่เป็นบวกคงต้องฝันสลาย ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเหล่านี้ล้วนทำให้ภาคอุตสาหกรรม –บริการของเอกชนอ่อนแอขึ้นอยู่กับความอึดสภาพคล่องของแต่ละธุรกิจ สถานะที่เป็นจริงคือการชะลอการจ้างงานซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานปีหน้า เรื่องเหล่านี้วางแผนหรือคิดไว้ล่วงหน้า… คงไม่เป็นไรครับ

นายกรัฐมนตรีขอให้สหรัฐฯ ทบทวนเรื่องตัดสิทธิ GSP อีกครั้ง ก่อนมีผลบังคับใช้

นายกรัฐมนตรีได้ขอให้สหรัฐฯ ทบทวนเรื่องการตัดสิทธิ GSP ของไทยก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีหน้า ขณะที่สหรัฐรับปากที่จะพิจารณา

วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี – ภาพจากเว็บไซต์ ASEAN 2019

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องในวันนี้นั้น ทางด้านของ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการหารือระหว่าง วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ในเรื่องของประเด็นการพักสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP)

  • โดนัลด์ ทรัมป์สั่งตัด GSP สินค้าไทยกว่า 600 รายการ เกือบ 4 หมื่นล้านบาท
  • จุรินทร์ยืนยัน สหรัฐตัด GSP ไม่เกี่ยวกับแบน 3 สารเคมี เป็นเรื่องแรงงานอย่างเดียว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทางด้านของนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ว่า รัฐบาลไทยกังวลในเรื่องผลกระทบต่อภาคเอกชนและสาธารณชนในเรื่องของ GSP แต่ไทยเข้าใจดีเรื่องกติกาของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามในฐานะมิตรอันใกล้ชิด ขอให้สหรัฐฯ พิจารณาทบทวนอีกครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐพร้อมเปิดให้มีการเจรจาทบทวนระหว่างกันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

การสั่งระงับ GSP ไทย นั้นมีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 39,200 ล้านบาท (1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ) ​เนื่องจาก ไทยล้มเหลวในการจัดการสิทธิแรงงานไม่ได้ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง

ข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศ สำหรับคุณสมบัติของประเทศที่จะได้รับสิทธิ GSP ได้แก่

  1. ระดับการพัฒนาประเทศ โดยสหรัฐฯ นั้นจะพิจารณาจาก GNP Per Capita ของ World Bank
  2. การเปิดตลาดสินค้าและบริการ ประเทศที่ได้รับสิทธิต้องมีการเปิดตลาดสินค้าและบริการอย่างสมเหตุผล
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศผู้รับสิทธิจะต้องมีระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
  4. การคุ้มครองสิทธิแรงงาน จะต้องมีการคุ้มครองสิทธิแรงงานในระดับที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
  5. กำหนดนโยบายลงทุนที่ชัดเจน และลดข้อจำกัดทางการค้าของประเทศที่ได้รับสิทธิ
  6. ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในการต่อต้านการก่อการร้าย

โดยสหรัฐจะบังคับใช้การระงับสิทธิ GSP ของไทยในวันที่ 25 เมษายน 2563 นี้

ขณะที่มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐส่งผลกับไทยน้อยมาก เนื่องจากสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบเพียงแค่ 4.1% จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่ไปยังสหรัฐ อย่างไรก็ดีศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการตัดสิทธิ GSP อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันทางการค้าต่อไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องรับมือจากความไม่แน่นอนถ้าหากสหรัฐฯ กดดันไทยในด้านการค้ามากขึ้น


 

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาว หากเลือกลงทุนได้ถูกต้องและเป็นการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย  (Dollar Cost Averaging : DCA) อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขายมากนัก แต่หากลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทั้ง Futures และ Options ที่มีวันครบกำหนดอายุของสัญญาหรือสิทธิ อาจต้องวางแผนเพื่อกำหนดจุด Long และ Short หรือ Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะถ้าไม่กำหนดเป็นแผนในการลงทุนตั้งแต่แรก เมื่อราคา Futures หรือ Options เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นใจ อาจทำอะไรไม่ถูกจนประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะก่อนเริ่มลงทุน มีความสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดในตลาดอนุพันธ์

ในมุมมองของผู้เขียน ไม่ค่อยห่วงการวางจุดเปิดสถานะ เพราะสภาพจิตใจของนักลงทุนยังไม่ถูกกดดันจากสภาพตลาดและผลลัพธ์ทั้งด้านบวกและลบของการเปิดสถานะ แต่จุดที่ต้องล้างสถานะ ไม่ว่าจะเป็นการปิดสถานะเพื่อทำกำไร หรือการปิดสถานะเพื่อตัดขาดทุน เป็นจุดที่ตัดสินใจยากกว่า เพราะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ (ดีใจ/เสียใจ) หรือความรู้สึกโลภ/โกรธ ทำให้การส่งคำสั่งไม่สอดคล้องกับแผนการลงทุนที่วางไว้ จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้

ก่อนอื่น อยากให้ได้เห็นถึงผลลัพธ์จากการปล่อยให้ขาดทุน เปรียบเสมือนเวลาเล่นกีฬาปีนหน้าผาแล้วเหยียบพลาด ทำให้ร่วงลงมาตามแนวลวดสลิงที่รัดตัวอยู่ กว่าจะกลับไปปีนได้ใหม่ ต้องรอลวดสลิงนิ่งก่อน แล้วค่อยๆ เอาขาทีละข้างพยุงตัวเองขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ต้องออกแรงมากขึ้น เพราะกำลังกายและใจทุ่มไปกับการปีนในครั้งแรกไปมากแล้ว

ถ้าเชื่อมโยงกลับมาที่การลงทุน ผลขาดทุนในแต่ละครั้งจะทำให้ต้องเหนื่อยกับการลงทุนครั้งถัดไปมากขึ้น เช่น ถ้าใส่เงินลงทุนไป 100 บาท แล้วปล่อยให้ขาดทุนถึง 50% (หรือเหลือเงิน 50 บาท) ถ้าจะทำกลับไปที่ 100 บาทเท่าเดิม ต้องลงทุนในครั้งหลังเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 100% เงิน 50 บาท ถึงจะกลับไปที่ 100 บาทตามเดิม

ท่ามกลางสภาพจิตใจที่ผิดหวัง หงุดหงิดและแอบเคืองอยู่เล็กๆ การจะกลับไปได้จึงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก ถ้าไม่อยากเจ็บปวดจากการลงทุนจนต้องออกจากตลาดก่อนเวลาอันควร ก็ไม่ควรปล่อยให้ขาดทุนอย่างหนัก

เพราะฉะนั้น การป้องกันเพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและหัวใจเต้นแรง เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และฝึกวางแผนการลงทุนไว้ตั้งแต่แรก

ถ้าเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) จะมีคำถาม 3 ข้อที่ต้องตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจขายหุ้น คือ ซื้อหุ้นนี้ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง และการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้เหตุผลในการซื้อหุ้นนี้เปลี่ยนไปหรือไม่

ถ้านำมาปรับใช้กับการลงทุนในอนุพันธ์ ควรถามตัวเองก่อนว่า เปิดสถานะ Long หรือ Short ทำไม, มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่วางแผนไว้หรือไม่ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้เหตุผลในการตัดสินใจเปิดสถานะเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าสถานการณ์เปลี่ยนจากที่คิดโดยสิ้นเชิง ก็ควรปิดสถานะเพื่อลดความเสี่ยง แล้วกลับมาวางแผนก่อนเปิดสถานะใหม่ด้วยคำถาม 3 ข้ออีกครั้ง

แต่ถ้าใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ จอร์จ โซรอส คือ การค่อยๆ แหย่ขาทีละข้างลงเรือ ถ้าก้าวขาแรกไปแล้วเรือยังนิ่งอยู่ ให้ลองทิ้งน้ำหนักที่ขาแรกนั้นดูก่อน ถ้ายั่งนิ่งอีก ให้ค่อยๆ ขยับขาอีกข้างเข้าไป และถ้ามั่นใจว่าเรือแข็งแรงแน่ๆ ก็ให้เรียกคนอื่นมาขึ้นเรือด้วย แต่ถ้าเรือจะจมตั้งแต่หย่อนขาแรก ก็ให้ชักขากลับมาทันที นี่คือที่มาว่าทำไม จอร์ส โซรอส ถึงลงทุนแบบจัดหนักเมื่อมั่นใจว่าถูกทาง

แผนในการลงทุนอนุพันธ์

  1. ถามตัวเองว่าจะเปิดสถานะใด โดยเปิด Long เมื่อคิดว่า “ขึ้น” และให้เปิด Short เมื่อคิดว่า “ลง” ถ้ายังคาดการณ์ทิศทางไม่เก่งให้ลองตามบทวิเคราะห์แล้ววิเคราะห์เองควบคู่ไปด้วย
  2. กำหนดจุดเปิดและปิดสถานะให้ชัดเจน เช่น เปิด Long SET50 Index Futures ที่ 1,000 จุด ทำกำไรที่ 1,010 จุด และตัดขาดทุนเมื่อต่ำกว่า 995 จุด
  3. กำหนดจุดทำกำไรเป็น 2 เท่าของจุดตัดขาดทุนเสมอ ทุกครั้งที่เปิดสถานะ แปลว่ามีความมั่นใจว่าจะได้กำไร การกำหนดจุดทำกำไรไกลกว่าจุดตัดขาดทุน จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง
  4. พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เหตุผลการเปิดสถานะเปลี่ยนแปลงโดยไม่หลอกตัวเอง ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป อาจต้องปิดสถานะก่อนถึงจุดตัดขาดทุน
  5. ถ้าถึงขั้นต้องตัดขาดทุนไม่มีคำว่าทยอยปิดสถานะ ต้องปิดสถานะทั้งหมดเท่านั้น
  6. ขาดทุนครั้งละน้อยๆ และบ่อยครั้ง ยังดีกว่าขาดทุนหนักจนหมดหน้าตักในคราวเดียว
  7. อย่าเปิดสถานะจนทำให้ต้องกังวลกับฐานะความเป็นอยู่ หรือการใช้ชีวิตประจำวันปกติ
  8. อย่าคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะอาจทำให้ต้องเร่งเปิดสถานะเพื่อเอาเงินคืนจากการขาดทุนอย่างหนักในรอบก่อนหน้า

การตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ในโลกของการลงทุนปัจจุบัน นักลงทุนไม่สามารถนำทฤษฎีที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีตกลับมาใช้ทำกำไรเกินปกติได้ตลอดเวลา ขณะที่การคาดการณ์ทิศทางเพื่อเปิดหรือปิดสถานะเริ่มยากขึ้น จากการเคลื่อนไหวของราคา Futures หรือ Options ที่เข้าสู่จุดสมดุลอย่างรวดเร็ว เช่น วิเคราะห์มาอย่างดีว่าวันนี้ SET50 Index Futures ต้องปรับตัวขึ้น ปรากฎว่าขึ้นจริง แต่เป็นลักษณะเปิดกระโดดขึ้นไปเลย 10 จุด ก็ต้องกลับมาทบทวนแผนใหม่ว่าจะเปิด Long ต่อ หรือเปลี่ยนมาเป็นฝั่ง Short ดี

การวางแผนกำหนดจุดเปิดและปิดสถานะ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จึงกลายเป็นศิลปะที่นักลงทุนต้องฝึกฝนผ่านกระบวนการซื้อขาย ซึ่งการเรียนรู้จากศิลปะในการตัดขาดทุนเพื่อลดความสูญเสีย ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการอยู่รอดในระยะยาว

ถ้านักลงทุนสามารถเชื่อมโยงมาที่การวางแผนทางการเงินของตัวเองได้ จะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ควรปล่อยให้การลงทุนในทุกรูปแบบเกิดภาวะขาดทุนอย่างหนัก คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ การลงทุนช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินง่ายขึ้นด้วยผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง แต่การขาดทุนจะทำให้บรรลุเป้าหมายช้าลง หรือถ้าเข้าสู่ภาวะขาดทุนเรื้อรังอาจทำให้ฝันสลายจากเป้าหมายทางการเงินที่ถูกทำลายทีละเป้าทีละเป้า เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ขาดทุนมากและนานเป็นดีที่สุด

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน