Monthly ArchiveOctober 2019

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"

Thematic Investment ทางเลือกใหม่ ธีมการลงทุน   การลงทุนระยะยาวเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่นักเดินทางมีแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ท้าทาย ต้องเสี่ยงรอนแรมฝ่าฟันอุปสรรคไปถึงจุดหมาย หากโจทย์ของการลงทุน คือต้องการผลตอบแทนสูงทำให้เงินลงทุนเติบโตทวีคูณในระยะยาว และต้องการรักษาความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สูงเกินไป การลงทุนในธีม (Theme) ระยะยาวน่าจะเป็นคำตอบ

ในปัจจุบันนักลงทุนหลายท่านอาจเคยได้ยินการลงทุนแบบ Thematic Investment กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่หลายท่านก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่า การลงทุนในรูปแบบดังกล่าวนั้นคืออะไร ทั้งนี้การลงทุนแบบ Thematic Investment นั้นเป็นการลงทุนโดยอาศัยการจับทิศทางกระแสหลักของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขยายตัวของสังคมเมือง การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด บทบาทของสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกของครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะถูกนำมาพัฒนาเป็นพอร์ตโฟลิโอการลงทุน ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง โดยการลงทุนในลักษณะนี้จะจัดสรรนํ้าหนักการลงทุนตามการจัดลำดับความสำคัญของธีมการลงทุน กล่าวคือ จะเลือกธีมที่จะลงทุนก่อน จากนั้นจะคัดเลือกหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับธีมดังกล่าวและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

ล่าสุดทาง บลจ.กสิกรไทย ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ Allianz Global Investors เพื่อออกกองทุนใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ที่เหมาะกับสภาวะการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการเฟ้นหาธีมการลงทุนที่สอดรับกับกระแสโลกเพื่อผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยลักษณะพิเศษที่ต่างจากกองทุน Thematic ทั่วไปคือ กองนี้จะเป็นการกระจายการลงทุนในหลากหลายธีมพร้อมกัน โดยเฉลี่ย คือ 5-7 ธีม ทำให้นักลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงที่มากกว่า โดย 5-7 ธีม ดังกล่าวข้างต้น จะมีการประเมินอย่างสม่ำเสมอว่ายังให้ผลตอบแทนที่ดีและเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ โดยหากธีมการลงทุนใดเริ่มให้ผลตอบแทนที่ลดน้อยลง ก็จะถูกคัดออกและแทนที่ด้วยธีมการลงทุนอื่นที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การลงทุนที่มีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้ดัชนีตลาดหุ้นแกว่งตัวขึ้นลงในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็น ผลจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยังยืดเยื้อ หรือ Brexit ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดเหตุการณ์การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง การลงทุนในรูปแบบ Thematic Investment จะเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์และทำให้นักลงทุนก้าวผ่านความผันผวนระยะสั้นในตลาดไปได้ หากจับธีมการลงทุนที่ถูกต้องและมีระยะเวลาการลงทุนที่มากพอ ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูงถึง 4700% ในระยะเวลา 20 ปี หลังจากคิดค้น iPhone ที่เป็น smartphone รูปแบบใหม่ที่ต่างจากเดิม มีระบบจอสัมผัสและเป็นเสมือนคอมพิวเตอร์พกพาได้ในระดับหนึ่ง เป็นต้น

ธีมการลงทุนระยะยาวเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจ (Evolving Economy) เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิประชากรศาสตร์ (Demographic) และเทคโนโลยีที่รุดหน้า ทำให้เกิดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง โดยมีห้าธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

ธีมการลงทุนแรก Ageing & Lifestyle แนวโน้มจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มเป็น 2.1 พันล้านคน ในปี ค.ศ. 2050 ประชากรกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายและลงทุนเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดี (wellness) ทำให้เกิดโอกาสลงทุนกับบริษัทที่มีธุรกิจสืบเนื่องจากอายุขัยที่ยาวขึ้นนี้อย่างมหาศาล ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย ไปถึงธุรกิจที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

ธีมการลงทุนที่สอง Connected Consumer คือ ผู้บริโภคที่ต้องการเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างผ่านทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการ หรือธุรกิจค้าปลีกที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิมกำลังถูกบังคับให้ปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายโดยธุรกิจที่ใช้ Disruptive Technology (นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างตลาดและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีนั้น) ธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวสอดรับกับความต้องการของ Connected Consumers เพื่อทำให้การซื้อสินค้าสะดวกรวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเป็นส่วนบุคคลมากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาการเติบโตระยะยาว นี่คือโอกาสลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างความได้เปรียบในกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริโภคที่เชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างนี้

ธีมการลงทุนที่สาม Transitioning Societies การเติบโตของคนชั้นกลางในอัตราเร่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 150 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่จะเกิดกลุ่มคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านคน การเติบโตนี้สะท้อนโอกาสการลงทุนในบริษัทที่สามารถผลิตสินค้าและบริการ ตอบสนองความต้องการบริโภคที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคนเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนสภาพการอยู่อาศัยเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ธุรกิจที่อยู่ในกระแสหรือที่จะได้ประโยชน์จากคนกลุ่มนี้ มีตั้งแต่บริษัทผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงผู้คนและสังคมเข้าด้วยกัน

ธีมการลงทุนที่สี่ Automation ความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตถึงการขนส่ง ความต้องการใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 5 ต่อปี (ในช่วงปี ค.ศ. 2005-2013) เป็นร้อยละ 16 ต่อปี (ในช่วงปี ค.ศ. 2014-2019) ธุรกิจยานพาหนะขนส่งไร้คนขับ (เช่น รถยนต์, อุตสาหกรรมที่มีการขนส่งลำเลียง เช่น เหมืองแร่ การเกษตร) หุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ (เช่น การผ่าตัด) และสาธารณสุข (เช่น การใช้หุ่นยนต์ติดตามดูแลผู้สูงอายุ) เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการแบบอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของธีมการลงทุนนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Thematic Investment"
ธีมการลงทุนที่ห้า Clean Tech การเปลี่ยนแปลงภูมิประชากรศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจ มีอิทธิพลต่อสังคมและการเมืองให้เกิดการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีที่สะอาด คาดว่าในปี ค.ศ. 2020 มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้เทคโนโลยีนี้จะเติบโตเป็น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (จาก 0.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2014) ดังนั้น มีธุรกิจสามประเภทที่มีโอกาสได้ประโยชน์ในกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ธุรกิจพัฒนาทรัพยากรอย่างยั่งยืนทั้งด้านการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ธุรกิจสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจาก Fossil-based มาเป็นพลังงานสะอาด และธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

ห้าธีมการลงทุนระยะยาวที่ได้กล่าวมา คือรูปแบบการดำเนินธุรกิจของอนาคตซึ่งจะส่งผลกระทบและสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลต่อการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่เกี่ยวข้อง การไขว่คว้าโอกาสลงทุนในธีมการลงทุนดังกล่าวจะทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของโลก

สนับสนุนโดย COPA69


 

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ

สงครามการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจในยามที่ดอกเบี้ยติดลบ จากความกังวลเรื่อง “สงครามการค้า” และทิศทางนโยบายการเงินที่กลับทิศทั่วโลก ทำให้ปีนี้มีเม็ดเงินไหลเข้าตราสารหนี้ค่อนข้างมาก ดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวลดลง ลดลงจนกระทั่งมีตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นมากในปีนี้ ตัวเลขประมาณการจาก Bloomberg ระบุว่าปัจจุบันมีตราสารหนี้ที่มีดอกเบี้ยติดลบอยู่ถึง 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากสิ้นปีก่อน และคิดเป็นกว่า 30% ของมูลค่าตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ที่มีอยู่ทั้งหมด

ดอกเบี้ยติดลบมีให้เห็นชัดเจนขึ้นในยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีตอนนี้ติดลบทั้งเส้น ยาวไปถึงพันธบัตรอายุ 30 ปีแล้ว ถ้ารัฐบาลกู้เงินตอนนี้ก็จะได้เงินมาแถมอีกด้วย (แต่รัฐบาลเยอรมนีก็ยังไม่ยอมกู้เพิ่ม) ขณะที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งก็หันมาเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าที่เข้ามาฝากเงินกับธนาคาร และไม่เพียงแต่เงินฝากเท่านั้น ล่าสุดธนาคารในเดนมาร์กก็ได้ให้ดอกเบี้ยติดลบกับสินเชื่อบ้าน เรียกว่า ธนาคารจ่ายเงินให้ผู้กู้อีก 0.5% ต่อปี เพื่อให้กู้ซื้อบ้าน!

ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ดอกเบี้ยต่ำถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากเดิมก็เคยพูดว่าดอกเบี้ยต่ำสุดได้ที่ศูนย์เท่านั้น (Zero lower bound) แต่ปัจจุบันนี้มีหลายประเทศที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ เช่น ยูโรโซน ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น ขณะที่อีกหลายประเทศก็มีดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์ สำหรับประเทศไทยถือว่ายังไม่ใกล้นัก แต่ก็ไม่ได้ไกลออกไปมากเหมือนกัน

แล้วทำไมเราต้องลงทุนในดอกเบี้ยที่ติดลบด้วย? ในเมื่อเราสามารถถือเงินสดที่ไม่เสียดอกเบี้ยได้

สำหรับผู้ฝากเงิน การถือเงินสดอาจทำได้โดยการ “ฝังตุ่ม” หรือเก็บไว้ในเซฟ ซึ่งต้นทุนก็คือค่าเซฟหรือความเสี่ยงที่ “ตุ่ม” นั้นจะถูกขโมย จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าดอกเบี้ยงพอที่จะติดลบได้ในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับต้นทุนและความเสี่ยงของการ “ฝังตุ่ม” นั้น

ทั้งนี้ หลักฐานก็ค่อยๆ ปรากฎให้เห็นว่าเกิดการ “ฝังตุ่ม” กันมากขึ้น ปริมาณธนบัตรที่อยู่ในห้องนิรภัยของธนาคารในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่า 50% ตั้งแต่ ECB เริ่มใช้ดอกเบี้ยติดลบเมื่อ 5 ปีก่อน (แต่ยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณธนบัตรรวม) บริษัทประกันหลายแห่งก็เริ่มหาหนทางในการนำเงินลงทุนของตนเองมาเก็บไว้ในห้องนิรภัย และก็มีบริษัทประกันบางแห่งที่มองถึงการให้บริการเก็บเงินสดไว้ในห้องนิรภัยโดยคิดค่าธรรมเนียมซึ่งก็ยังน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ติดลบ

จึงอาจต้องคอยติดตามความเสี่ยงต่อระบบธนาคารเหมือกัน หากผู้ฝากเงินเกิดเห็นพ้องต้องกันว่าการ “ฝังตุ่ม” นั้นเป็นทางเลือกดีกว่าการฝากธนาคาร คนก็จะทะยอยถอนเงินออกจากธนาคาร และถ้าหากทุกคนถอนกันมากขึ้น ก็อาจทำให้ธนาคารขาดสภาพคล่องได้

ในด้านนักลงทุน ดอกเบี้ยติดลบก็ยังพอมีความน่าสนใจในบางกรณี

หนึ่ง แม้ว่าดอกเบี้ยจะติดลบในปัจจุบัน แต่นักลงทุนอาจมองว่าดอกเบี้ยจะติดลบมากขึ้น หมายความว่าราคาตราสารก็จะพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนก็จะได้กำไรจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่นักลงทุนอาจมองว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงในอนาคต หรืออาจจะเข้าขั้นภาวะถดถอย (Recession) หรือมองว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด (Deflation) ขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

สอง ความต้องการถือครองตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยติดลบอาจมาจากนักลงทุนต่างชาติก็ได้ ซึ่งได้พรีเมี่ยมจากการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) และในบางครั้งพรี่เมี่ยมที่เกิดขึ้นอาจสูงจนทำให้ผลตอบแทนโดยรวมสูงกว่าการถือครองตราสารที่ในสกุลเงินของประเทศตัวเองด้วยซ้ำ

หรือ สาม การลงทุนในบางครั้งอาจยอมรับผลตอบแทนที่ติดลบได้ หากเป้าหมายการลงทุนไม่ใช่ที่ผลตอบแทน แต่เป็นเป้าหมายอื่น เช่น การถือสินทรัพย์สภาพคล่องให้เป็นตามไปกฎเกณฑ์ เป็นต้น ทำให้ดูเหมือนยังมีความต้องการซื้อตราสารที่ให้ดอกเบี้ยติดลบอยู่

แต่เหตุผลเหล่านี้ก็มีขีดจำกัดและความเสี่ยงหลายด้านอยู่เหมือนนัก อย่างเช่น ในกรณีที่ถือตราสารที่ดอกเบี้ยติดลบเพราะคาดว่าดอกเบี้ยจะติดลบมากขึ้นนั้น ดอกเบี้ยที่ติดลบในปัจจุบันถือเป็นต้นทุนของการถือตราสาร ถ้าหากต้นทุนไม่สูง ดอกเบี้ยในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องปรับลดลงมากนัก เราก็สามารถทำกำไรได้แล้ว แต่ถ้าดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้น ดอกเบี้ยต้องปรับตัวลดลงมากขึ้นในอนาคตถึงจะทำกำไรได้ ซึ่งเมื่อถึงบางจุดอาจจะเริ่มดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น สมมติว่าดอกเบี้ยอายุ 10 ปีในปัจจุบันอยู่ที่ -0.5% นักลงทุนที่มีระยะเวลาในการลงทุนที่สั้นแค่ 1 ปี ต้องคาดให้ดอกเบี้ยลดลงอีก 0.06% กลายเป็น -0.56% ถึงจะชดเชยกับดอกเบี้ยที่ติดลบในตอนแรก ดูเหมือนจะพอเป็นไปได้อยู่ แต่ถ้าดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ -0.5% เหมือนกันสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการถือครอง 10 ปี เขาต้องคาดหวังไว้ให้ดอกเบี้ยลดลงอีกอย่างน้อย 0.61% กลายเป็น -1.11% ถึงจะชดเชยต้นทุนตลอดช่วงเวลา 10 ปีนั้นได้ ไม่ง่ายเลย

หากนักลงทุนระยะยาวถ้าไม่ออกจากตลาดไปก็ต้องผันตัวเองมา “เทรด” มากขึ้น กลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนให้กับตลาด โดยเฉพาะหากทุกคนพร้อมใจกันขายพร้อมๆ กันโดยไม่มีแรงซื้อมาพยุง

ทั้งนี้ เริ่มมีเสียงวิจารณ์กันว่าดอกเบี้ยที่ติดลบจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารในยุโรปในการแข่งขันด้านเงินฝาก และเมื่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อนโยบายการเงินเริ่มมีปัญหา ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินอาจจะด้อยลงไปด้วย แน่นอนว่า ECB แม้จะออกมายอมรับว่าดอกเบี้ยติดลบอาจมีผลลบข้างเคียงบ้าง แต่ยืนยันว่าโดยรวมแล้วเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้เศรษฐกิจจะแย่กว่านี้

แต่นั่นคือความลำบากของผู้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เพราะเราไม่มีห้องแลปที่จะบอกว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้วจะเป็นอย่างงั้นจริงๆ หรือไม่ การคงดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำนานๆ ก็ใช่ว่าจะดี สำหรับผู้ออมทฤษฎีบอกว่าหากดอกเบี้ยต่ำเราก็อาจจะเลือกนำรายได้ที่ได้มาไปใช้จ่ายมากกว่าที่จะนำไปออม ซึ่งเรียกว่า Substitution effect ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ถ้าดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานอาจทำให้รายได้ที่คาดว่าจะได้ในอนาคตจากการฝากเงิน (หรือลงทุน) ต่ำลงไป จนทำให้เรารู้สึก “จน” ลง และทำให้เราจำเป็นต้องลดการบริโภคลงตั้งแต่ในปัจจุบัน เรียกว่า Income effect ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ส่วน Effect ไหนจะชนะก็ขึ้นอยู่กับการประมาณไป

วันก่อนผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับนักลงทุนยุคใหม่ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานประมาณสิบปี เขามาถามผมว่า “อะไรคือภาวะเศรษฐกิจที่ดี?” ก็ไม่น่าแปลกใจ ข่าวที่ออกมา การทะเลากันที่เกิดขึ้น ดอกเบี้ยที่ต่ำตลอดเวลา ทำให้คนอาจรู้สึกเช่นนั้น ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานานตั้งแต่วิกฤติเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไปหรือไม่

เหตุการณ์ดอกเบี้ยติดลบยังถือเป็นเรื่องใหม่ ส่วนตัวผมเองก็ยังคิดว่าไม่ใช่เรื่องปรกติ และดูมีความเสี่ยงอยู่ในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่แม้ว่าดอกเบี้ยจะยังไม่ติดลบ ภาพรวมก็ยังคงน่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงได้อยู่ แต่นักลงทุนอาจต้องเน้นกระจายการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรืออาจเลือกลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ และมีผู้จัดการกองทุนจะคอยปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสม ก็เป็นอีกทางเลือกในการลงทุนนะครับ


 

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุน

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุน

4 เรื่องที่จำกันแบบผิดๆ ในการลงทุนสำหรับนักลงทุนผู้เริ่มต้น การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม เราไม่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะต้องบริหารเงินลงทุนเพื่อลงทุนในหุ้นตัวไหน เท่าไหร่ หรือซื้อตราสารหนี้ในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อลดความเสี่ยงโดยตรง ปล่อยให้เป็นหน้าที่การสร้างผลตอบแทนเป็นของผู้บริหารกองทุนรวมก็พอ

มือใหม่หัดลงทุนจำนวนหนึ่ง จะมุ่งเป้าไปที่การลงทุนกับหุ้นเพราะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงและรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงมาก และค่อนข้างต้องการเวลาในการติดตามสถานการณ์และศึกษาตลาด เพื่อให้ลงทุนได้ถูกต้อง ในขณะที่นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่เป็นมือสมัครเล่น เช่นหนุ่มสาวออฟฟิศซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน และไม่พร้อมจะรับความเสี่ยงมากขนาดนั้น จะมองการลงทุนกับกองทุนรวม แทน  สิ่งที่จะช่วยประเมินความสามารถของผู้บริหารกองทุนก็คือผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง หากทุกปี ผู้บริหารกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนีชี้วัด (Benchmark) ก็ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่ากองทุนนี้มีการบริหารจัดการที่ดีพอ หน้าที่นักลงทุนอย่างเรา ทำแค่ศึกษารายละเอียดของกองทุนรวม จัดสัดส่วนเงินทั้งหมด แล้วนำไปลงทุนในกองทุนรวมตามนโยบายสินทรัพย์ที่เราเล็งไว้ก็พอแล้ว ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนหนักใจ นั่นคือ ราคาซื้อกองทุนรวมจะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนในอนาคต เพราะยิ่งเราซื้อกองทุนได้ถูกมากเท่าไหร่ เมื่อมูลค่า NAV ของกองทุนรวมปรับตัวสูงขึ้นไป เราก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น สำหรับผมการประเมินมูลค่าของกองทุนรวมทำได้ยากกว่าการประเมินมูลค่าในหุ้นรายตัว

เพราะหุ้นก็คือบริษัท หากเราเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานมั่นคง มีความสามารถในการทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ มันจะช่วยให้เราตั้งสมมติฐานและประเมินมูลค่าของหุ้นได้ง่ายขึ้น แต่กองทุนรวมไม่เป็นอย่างนั้น ต่อให้เรารู้ว่ากองทุนรวมเคยทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันถูกหรือแพงอย่างไร หรือควรซื้อที่ NAV เท่าไหร่? ทำได้เพียงคำนวณว่าที่ NAV ปัจจุบันนั้นถูกหรือแพง แค่นี้ก็ช่วยให้เราตัดสินใจได้มากขึ้นแล้ว

โดยใช้หลักการเดียวกับการหาค่า P/E เพื่อราคาของหุ้น โดยการนำ NAV ต่อหน่วยของกองทุนรวม มาหารด้วย Return เฉลี่ยต่อปีที่กองทุนรวมนั้นทำได้ เพื่อวัดมูลค่าว่ากองทุนรวมที่เราสนใจอยู่ในตอนนี้มันถูกหรือแพงเกินไป การเลือกกองทุนรวมไม่ได้มีวิธีที่ตายตัว และดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าไม่มีกองทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนดีไปตลอดกาล ดังนั้นการเลือกลงทุนในกองทุนรวมอาจจะเลือกได้จากปัจจัยภายในของผู้ลงทุนเอง และปัจจัยจากกองทุน

1. หุ้น / กองทุนรวม ที่ราคาน้อยกว่าแปลว่ามันถูกกว่า

อันนี้คือเรื่องที่นักลงทุนเข้าใจผิดและเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าเช่น หุ้น ก. ราคา 8 บาท ถูกกว่าหุ้น ข. ราคา 25 บาท

ในความเป็นจริงการเข้าลงทุนซื้อหุ้นจะดูที่ราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่แสดงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นออกมา

การประเมินมูลค่าว่าหุ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงสามารถคำนวนได้หลายวิธีเช่น PER P/BV SOTP หรือ DCF เป็นต้น (ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปศึกษาวิธีการอย่างละเอียดกันเองนะ)

สมมติว่าเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ก. ออกมาได้ที่ 6 บาท หุ้น ข. 32 บาท นั่นแปลว่าในตอนนี้หุ้น ก. กำลังซื้อขายแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริง หุ้น ก. จึงดูแพงกว่าหุ้น ข. ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงทันที

ซึ่งผลลัพธ์ของการประเมินมูลค่า แต่ละคนอาจจะออกมาไม่เท่ากันบางครั้งเราจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

 

2. ซื้อหุ้น/กองทุนที่มีเงินปันผล ดีกว่าไปซื้อตัวที่ไม่มีเงินปันผล

เงินปันผลเปรียบได้เหมือนน้ำผึ้งหอมหวานที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นหรือกองทุน เงินปันผลก็เหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสามารถของบริษัทได้

ทำให้เราเข้าใจกันไปเองว่าซื้อหุ้นที่มีปันผลนั้นต้องดีกว่าแน่นอน

ต้องบอกก่อนว่าหุ้นปันผลไม่ได้เป็นหุ้นที่ดี 100% บางครั้งหุ้นที่ประกาศปันผลได้อาจจะมาจากกำไรสะสมก้อนสุดท้ายเพราะปีนี้บริษัทกำลังจะขาดทุน..หุ้นปันผลบางตัวอาจจะอยู่ในวัฐจักรขาลง และมีโอกาสที่จะไม่จ่ายปันผลอีกต่อไป

ในขณะที่หุ้นบางตัวไม่นำกำไรมาจ่ายปันผลก็เพราะต้องการเก็บเงินสดไว้สำหรับการขยายกิจการ บางทีการทำอย่างนั้นอาจจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ และจะทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นตาม ซึ่งก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการปันผลของหุ้นปกติ

อย่าลืมตรวจสอบคุณภาพของกิจการและวัฐจักรธุรกิจก่อนซื้อหุ้นหรือกองทุนกันด้วยล่ะ

 

3. ซื้อกองทุนออกใหม่/หุ้น IPO ดีกว่าลงทุนในของเก่าๆ

หลายคนชอบลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม IPO เพราะคิดว่าเราได้เปรียบในการซื้อหุ้น/กองทุนที่เพิ่งเข้าตลาด ยังไงๆในอนาคตหุ้นก็ต้องขึ้นสูงกว่าราคา IPO แน่นอนอยู่แล้ว

ข้อนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะเรามักจะเห็นว่าในช่วงแรกหรือวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดจะมีการทำราคาซื้อขายสูงกว่าราคา IPO

เพราะแน่นอนว่ามีคนคิดเหมือนกัน ถ้าซื้อตอนนี้ยังไงราคาก็ต้องขึ้นในอนาคต บางตัวเป็นอย่างที่คิด บางตัวก็ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานมันก็โดนเทขายออกมาจนเหลือราคาต่ำกว่าราคา IPO

แต่ถึงกระนั้นก็มีหุ้นอีกหลายตัวที่เข้าตลาดหุ้นมาวันแรกแล้วซื้อขายต่ำกว่าราคา IPO

นั่นหมายความว่าหุ้น/กองทุนรวมที่เข้าตลาดมาใหม่ ไม่ใช่หุ้นที่ดีและไม่ใช่โอกาสลงทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ 100%

ดังนั้นก่อนจะลงทุนกับของใหม่ เราควรศึกษาข้องมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมันให้ละเอียดและครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งผลประกอบการในอดีต โอกาสในการเติบโต และความมั่นคงของกิจการ เป็นต้น และอย่าคาดหวังกับ IPO มากจนเกินไป

4. ลงทุนในหุ้นระยะยาวยังไงก็ได้กำไรแน่นอน 100%

เราอาจจะได้ยินบ่อยครั้งว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปีแล้วจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวกซึ่งมากกว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์อื่น

ซึ่งปั้นเงินก็เคยพูดถึงการลงทุนในหุ้นลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง

แน่นอนว่าไม่มีการลงทุนชนิดใดที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่เงินฝากธนาคารที่ปัจจุบันคุ้มครองวงเงินต้นแค่ 1 ล้านบาทแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่าทุกสินทรัพย์มีความเสี่ยงอยู่เสมอต่อให้เป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

การลงทุนในหุ้นแบบระยะยาวต้องใช้คำว่า “มีโอกาสสูง” ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะเป็นบวก และปิดโอกาสการขาดทุนได้ดีกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ

แต่ก็ไม่การันตีเหมือนกันว่ามันจะทำได้ตามที่คาดหวังอย่าง “แน่นอน”

ยิ่งถ้าใครบอกว่าลงทุนหุ้นระยะยาวหรือกองทุนดัชนียังไงก็ได้ผลตอบแทน 8-10% อันนี้ก็ไม่ใช่ FACT ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน 100% แค่มีโอกาสสูงที่จะเป็นไปได้

แต่สิ่งสำคัญกว่าในการเลือกซื้อกองทุนรวมไม่ใช่ว่ามันถูกหรือแพง การเลือกลงทุนในกองทุนรวมควรพิจารณาจากปัจจัยอื่นก่อนทั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีต ค่าธรรมเนียมในการบริหาร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(ค่าความผันผวน) ขนาด ผู้จัดการกองทุนรวม อายุของกองทุนรวม เป็นต้น ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าราคาที่จะซื้อ ต้องใช้ความระมัดระวัง

อก่อนการลงทุน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

ก่อนการลงทุน เริ่มต้นเก็บเงิน เราต้องเริ่มที่เป้าหมายการเงิน

1. เราจะเก็บเงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง? 

ถ้าเราให้เรื่องการเก็บเงินเหมือนการไปท่องเที่ยวที่เราต้องรู้ก่อนว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหน การเก็บเงินอย่างไร้จุดหมายก็เหมือนการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอีกไกลมั้ยจะถึงที่ท่องเที่ยว

ไม่ชัดเจน

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะขับรถไปที่ไหนแล้วขับไปเรื่อยๆ นอกจากเสียเงินค่าน้ำมันรถแล้ว ยังเสียเวลาอีกด้วย การเก็บสะสมเงินก็เช่นกัน ถ้าเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเก็บไปถึงเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ เก็บที่ไหน เพราะเป้าหมายการเงินของเราไม่ชัดเจน ภาพในอนาคตมันก็เบลอๆไปด้วย

ชัดเจน

ถ้าเรารู้แล้วว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหน ก็จะรู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น อีก 1 ปีจะไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางแบบไหน (เครืองบิน รถยนต์ มอไซด์ รถทัวร์ ฯลฯ) ถ้าไปทางเครื่องบินจะได้จองตั๋วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ราคาถูก ทริปนี้เน้นกินหรือท่องเที่ยวโบราณสถาน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราจะได้ออกแบบโปรแกรมเที่ยวให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงการเลือกที่พักใกล้ๆ เพื่อสะดวกกับการเดินทาง

รู้จักตัวเอง

รู้ว่าเราจะใช้เงินไปทำอะไรบ้าง โดยการตั้งเป้าหมายการเงินที่ดีต้องชัดเจน คือ “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่” เพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้เราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง สำหรับคนที่ไม่ชำนาญการใช้เครื่องคิดเลขการเงินอาจจะคำนวณแบบธรรมดาที่ยังไม่รวบเงินเฟ้อ เพื่อจะได้เห็นตัวเลขคร่าวๆว่าอนาคตควรเตรียมเงินเก็บไว้เท่าไหร่

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการเงิน (เราจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไรบ้าง)

  • มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ 6 เท่าของค่าใช้จ่า่ย

  • อีก 20 ปีจะเกษียณ อยากใช้เดือนละ 20,000 บาท (เตรียมเงินไว้ประมาณ 10 ล้านบาท)

  • อีก 1 ปีไปเที่ยวต่างประเทศ ใช้เงินประมาณ 50,000 บาท

  • อีก 10 ปีลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะเก็บเงินให้ลูกเรียนประมาณ 400,000 บาท

2. เลือกวิธีเก็บเงินให้ตรงกับเป้าหมาย 

สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาการเตรียมตัวแตกต่างกัน ถ้าไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน แพ็กกระเป๋าแป๊บเดียวก็เดินทางได้ทันที แต่ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องใช้เวลาเตรียมเยอะมาก ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ ฯลฯ

เรื่องการเก็บเงินก็เช่นกันที่ต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงิน  โดยเลือกให้ตรงกับช่วงเวลาที่จะใช้เงินและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เพราะผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละแบบมีนั้นลักษณะเฉพาะของตัวเองและความเสี่ยงไม่เท่ากัน จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน

  • เป้าหมายการเงินระยะสั้น ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน

  • เป้าหมายการเงินระยะกลางถึงยาว ควรเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องระดับปานกลางถึงสูง เช่น สลากออมสิน(สภาพคล่องต่ำ) กองทุนรวม(ความเสี่ยงระดับ 4 ขึ้นไป) หุ้นรายตัว ฯลฯ

รู้เป้าหมาย รู้ที่เก็บเงิน

เราต้องคิดภาพใหญ่ออกมาก่อนว่าเราจะใช้เงินทำอะไร เท่าไหร่บ้าง แล้วค่อยแบ่งย่อยลงมาว่าแต่ละเดือนจะเก็บเงินเท่าไหร่และเก็บที่ไหน

รายได้ – เงินออม – หนี้สิน = รายจ่ายส่วนตัว

ภาพข้างล่างนี้เป็นบทสรุปของวิธีจัดการเงินของตัวเองว่า “ตอนนี้เราจะต้องเก็บเงินที่ไหนและเท่าไหร่” เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่คิดไว้ เช่น ฝากประจำเดือนละ 8,000 บาท ครบ 3 ปี มีเงินดาวน์บ้านเกือบ 300,000 บาท หลังกู้เงินซื้อย้านกับธนาคารแล้ว เงินออมก็จะย้ายไปอยู่ฝั่งหนี้สิน

คำถามช่วงต้นบทความตอบได้ด้วย “การตั้งเป้าหมายการเงินของตัวเอง” โดยมองภาพใหญ่ว่าทั้งชีวิตเราต้องการเงินไปทำอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลางหรือยาว เรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ แล้วเราจะรู้ว่าตอนนี้ควรจัดการอย่างไรกับเงินที่มีอยู่ เช่น  แต่ละเดือนต้องเก็บเงินที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ กลยุทธ์การลงทุนซื้อหรือขาย การปรับพอร์ตทุกกี่เดือน ต้องการรับเงินปันผลหรือไม่ ฯลฯ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ

ประโยชน์ของการลงทุนระหว่างประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ มิได้ประกาศจะลดปริมาณการค้ากับต่างประเทศของสหรัฐอเมริกากับนานาประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับอเมริกา แต่จะลดการลงทุนระหว่างกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย กล่าวคือ จะกีดกันมิให้ทุนของชาวอเมริกันไปลงทุนในต่างประเทศ และกีดกันนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในอเมริกา แต่จะสนับสนุนให้บริษัทอเมริกันลงทุนในอเมริกาเท่านั้น และจะกีดกันบริษัทต่างชาติไม่ให้มาลงทุนในอเมริกา กล่าวหาทุนอเมริกันว่าแทนที่จะลงทุนในอเมริกา สร้างงานให้กับคนอเมริกัน แต่กลับไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เท่ากับทุนอเมริกันไปลงทุนสร้างงานให้กับคนจีนแล้วกลับมาขายให้คนอเมริกันซื้อเพื่ออุปโภคบริโภค เพราะผู้ผลิตในอเมริกาไม่มีประสิทธิภาพพอจะผลิตของแข่งขันกับจีนได้ แม้กระทั่งในตลาดอเมริกาเอง

 

 

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงตั้งกำแพงภาษีไว้สำหรับเงินทุนอเมริกันที่จะนำไปลงทุนในจีนและประเทศอื่น ๆ โดยที่ตนไม่เข้าใจตลาดการลงทุนระหว่างประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นผลเสียแก่สหรัฐและคนอเมริกันเองในระยะยาว ความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นความคิดที่ย้อนยุคกลับไปกว่า 250 ปีที่แล้ว ที่ ประธานาธิบดีมอนโรของสหรัฐ และ จักรพรรดิเฉียน หลง ของจีน รวมทั้งโชกุนของญี่ปุ่น ก็ไม่คิด

จะเปิดประเทศต้อนรับการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ แต่ในที่สุดก็สู้พลังทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้าพังทลายกำแพงที่ใช้ปิดกั้นการค้าและการลงทุนไม่ได้ จนเกิด “ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากร” หรือ General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT เกิด “องค์การการค้าโลก” หรือ World Trade Organization หรือ WTO ซึ่งอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนทั้ง GATT และ WTO พยายามบีบบังคับให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของ WTO ยกเว้นประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุดทั้งจีน รัสเซีย และประเทศในยุโรปตะวันออกก็สามารถเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกได้

ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพื้นยุโรปตะวันตกเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากอังกฤษตอนกลางในศตวรรษที่ 18 และขยายตัวแพร่หลายไปยังทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาเป็นเหตุให้ผู้ผลิตเห็นความสำคัญของ “ทุน”

ซึ่งแต่เดิมเคยให้ความสำคัญกับ “ที่ดิน” เป็นสิ่งสำคัญ ความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมที่การถือว่า “ที่ดิน” ซึ่งรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยเป็นปัจจัยผลิตที่สำคัญ กลายมาเป็น “ทุน” ซึ่งรวมทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีเป็นสำคัญ

นักลงทุนจะสังเกตเห็นว่า เมื่อมีการลงทุนแรก ๆ ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนจะสูง เพราะสามารถขายได้ราคาดี ต้นทุนจะถูก แต่เมื่อลงทุนผลิตมาก ๆ เข้า วัตถุดิบจะมีราคาแพงขึ้น ค่าจ้างแรงงานก็จะสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าสำเร็จรูปที่ตนผลิตก็จะมีราคาที่ต่ำลงเพราะมีของเข้ามาขายในตลาดมากขึ้น ตามหลักเกณฑ์ธรรมชาติของตลาดผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนก็จะลดลง ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ประสิทธิภาพหน่วยสุดท้ายของทุน หรือ marginal efficiency of capital จะลดลง เมื่อผลตอบแทนลดลงจนเท่ากับดอกเบี้ยการลงทุนก็จะหยุด เงินทุนก็จะหาทางไปลงทุนที่อื่นที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนยังสูงอยู่ เพราะยังมีการลงทุนน้อย ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเกิดการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนต่ำ เพราะมีการลงทุนมาก่อนแล้ว เศรษฐกิจเจริญขึ้นแล้วมาสู่ที่ที่ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนที่ยังสูงอยู่ การลงทุนข้ามชาติจึงเกิดขึ้น

เมื่อเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีการสะสมทุนมากมายังประเทศที่ยังมีการสะสมทุนน้อย แล้วนำสินค้ามาค้าขายกัน การเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศผสมกับการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเหตุให้ประเทศที่นำทุนมาลงทุนในประเทศที่รับการลงทุนได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ ประเทศที่มีทุนมากก็จะได้ผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงขึ้น ประเทศที่เป็นผู้รับการลงทุนจากต่างประเทศก็จะสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาของปัจจัยการผลิต อันได้แก่ ดอกเบี้ย และค่าจ้างแรงงาน ก็มีแนวโน้มที่จะมีความแตกต่างกันลดลงด้วย ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงานและเจ้าของทุนก็จะมีฐานะแตกต่างกันน้อยลง

เนื่องจากทุนมีน้อยและจำกัด อยู่ในมือคนจำนวนน้อย ผลตอบแทนของเงินทุนจึงสูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อผู้ใช้แรงงาน เพราะแรงงานมักจะมีมากจนเกินความต้องการของตลาด อำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานกับผู้เป็น

เจ้าของทุนจึงมีน้อยกว่า การจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองกับเจ้าของทุนจึงเกิดขึ้น นอกเหนือจากรัฐบาลที่จะต้องเข้ามามีบทบาทเพื่อให้การต่อรองเป็นไปอย่างยุติธรรม การเกิดขึ้นของ “ค่าแรงขั้นต่ำ” และกรรมการไตรภาคีในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำจึงเกิดขึ้น

การลงทุนระหว่างประเทศจึงมีส่วนสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างประเทศก็เป็นแรงผลักดันให้มีการลงทุนระหว่างประเทศ

เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ ความแตกต่างของผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิต อันได้แก่ แรงงาน และเงินทุน จึงทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต อันได้แก่ การเคลื่อนย้ายของเงินทุน และแรงงานการเคลื่อนย้ายของทุนมักจะไม่มีปัญหา ประเทศที่ขาดแคลนเงินทุนก็ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศที่มีเงินทุนเหลือเฟือก็ต้องการนำเงินมาลงทุนในประเทศที่ขาดแคลนเงินทุน ซึ่งค่าตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนมักจะสูงกว่า

แต่ในกรณีแรงงาน แม้จะมีแรงผลักดันให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่ผลตอบแทนต่อการจ้างงานสูงกว่า แต่กรณีนี้ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทุกประเทศจึงกีดกันการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไปสู่ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า มีค่าจ้างแรงงานสูงกว่า มีรายได้โดยทั่วไปสูงกว่า หากปล่อยให้มีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา

มาก ค่าจ้างแรงงานก็จะลดลง หรือถ้าค่าจ้างแรงงานของแรงงานท้องถิ่นไม่ลดลง “การว่างงาน” ในประเทศที่ค่าจ้างแรงงานสูงก็จะเกิดขึ้น เพื่อรักษาระดับค่าจ้างแรงงานและรายได้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศให้สูงขึ้น ทุกประเทศจึงกีดกันการโยกย้ายแรงงานจากประเทศที่มีแรงงานเหลือเฟือเข้ามาสู่ตลาดแรงงานของตน

ประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีระบบสวัสดิการสังคม หรือ social welfare ที่ดีกว่าระบบสวัสดิการสังคมของผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า หมายความว่า ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงกว่า แต่ด้วยเหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อย เรื่องความเป็นธรรมในสังคม “ผู้ที่เอาจากสังคมมากกว่าก็ควรเป็นผู้ที่ให้กับสังคมมากกว่า” ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข อาหารการกิน การมีโอกาสในระบบเศรษฐกิจเสรีมากกว่า เนื่องจากตนได้เปรียบในเรื่องอื่น ๆ จึงเป็นเหตุให้ตนได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่น ผู้ที่ได้จากสังคมมากกว่าผู้อื่นก็ควรต้องรับภาระต่อสังคมมากกว่าผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ได้ด้วยความสงบสุข

 

เมื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมมีความแตกต่างกันไม่มาก อันเป็นเหตุผลของภาษีที่ควรจะก้าวหน้า progressive แทนที่จะถดถอย regressive ประเทศที่ก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับสูง ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องสวัสดิการสำหรับคนที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับหนึ่งมีสูง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากก็อยู่ไม่ได้

จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงาน ใช้เครื่องยนต์กลไกออโตเมติก ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคนมากขึ้นจึงจะอยู่ได้ มิฉะนั้น ก็จะต้องโยกย้ายทุนและโรงงานไปอยู่ในต่างประเทศ

รายได้ของประเทศจากการส่งออกสินค้าและแรงงาน เมื่อเทียบกับรายได้จากเงินปันผล ดอกเบี้ย รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์ นิมิตสิทธิ์ ค่าเช่าและลาภลอย หรือ capital gain จากการเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพย์สินทางการเงิน หรือทรัพย์สินอย่างอื่น ๆ รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งต้องพึ่งตลาดทุนในสหรัฐอเมริกาในฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าของโลก

จากทุนที่เคยอยู่ในยุโรปแต่ได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่อเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงเป็นศูนย์กลางตลาดเงิน อันได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่น ๆ และเป็นศูนย์กลางของตลาดทุน การระดมทุนขนาดใหญ่ในโลกต้องผ่านบริษัทตัวแทนของสหรัฐรับประกันการขายทรัพย์สินทางการเงิน

กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับคนอเมริกันจำนวนมหาศาลให้กับผู้ออมในสหรัฐ แม้ว่าจะมีความผันผวนขึ้นลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่ก็มีความแน่นอนขั้นหนึ่งที่ผู้ที่เกษียณอายุจะได้รับหลักประกันระดับหนึ่งที่สูงกว่าประเทศอื่น

 

 

การประกาศให้สหรัฐถอยหลังเข้าคลองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ในระดับสูง หรือจะเป็นไปได้ก็ในระดับต่ำมากแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศในทางลบให้กับการเคลื่อนย้ายทุนจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่น ไปยังแหล่งที่ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนสูงกว่า เป็นการลดผลประโยชน์ของผู้ออมซึ่งจำนวนมากเป็นครัวเรือนชาวอเมริกัน เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง อัตราการออมก็ต้องสูงกว่าประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำ ทุกฝ่ายทั้งผู้ออมในสหรัฐและผู้ใช้เงินออมในประเทศกำลังพัฒนา เสียผลประโยชน์หมดทุกฝ่าย