Monthly ArchiveApril 2019

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ

พฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินและการลงทุน พวกเขาจะมีมาตรฐานและระเบียบวินัยในการจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงนั้นก็คือ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การวัดความสำเร็จของเป้าหมายรวมถึงพฤติกรรมที่กำลังเป็นความเสี่ยงด้านการเงิน

ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ ซึ่งมันสามารถดูหลากหลายด้านมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดรายรับรายจ่าย ใน Excel แล้วแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงพอร์ตการลงทุนไว้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย

 

1. ความสำเร็จในการบริหารเงิน

คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของรายจ่ายมากกว่ารายได้ เลยจะต้องดูว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ซึ่งรายจ่ายหลักๆ ก็คือ

1) รายจ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าจะกินหรูก็กินได้ แต่อย่ากินทุกวันจนค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะจนติดเป็นนิสัยการใช้เงิน การเพิ่มค่าใช้จ่ายมันง่าย แต่ลดน่ะยากมาก

2) รายจ่ายพิเศษ รายจ่ายนานๆ พวกไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเกมส์ ทีวี ฯลฯ จัดสรรเมื่อมีเงินเหลือเยอะระดับนึงแล้วค่อยใช้ จะไม่ใช่แนว รูดๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายที่หลังยังไง

3) รายจ่าย (เงินออม) เพื่ออนาคตจะวางแผนเกษียณหรือสร้างอนาคตจะต้องมีเงินออมก่อน แล้วมองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อสร้างความมั่งคั่งพื้นฐานในอนาคต เช่น จ่ายค่าประกัน จ่ายเพื่อการลงทุน (ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีกิน) และค่อยต่อยอดด้วย “การออม” เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น

 

2. ความสำเร็จในการสร้างรายได้

แต่ละวันค่าครองชีพมีแต่แนวโน้มจะแพงขึ้น การมีรายได้ลดลงเนี่ยอาจจะทำให้กลุ้มใจได้ หากเราทำงาน มีผลงานและประสบการณ์ทำงานมากขึ้น โอกาสได้เงินเดือนเพิ่มก็เยอะครับ แต่อย่างว่านะครับในแต่ละองค์กรนั้นมักจะมีการจัดการต่างกัน บางทีเราอาจจะเก่งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ในการปรับเงินเดือน ก็อย่าลืมตั้งใจทำงานต่อไปนะครับ

สำหรับการทำงาน Freelance ก็ต้องตั้งเป้าหมายเหมือนกันในเรื่องรายได้ ในช่วงปีแรกๆอาจจะยังไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเราสร้างชื่อเสียงมากขึ้น มันย่อมมีงานมากขึ้น สามารถเพิ่มค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน ปีต่อไปก็จะตั้งเป้าให้สูงขึ้น ต้องสร้างผลงานมากขึ้น

 

3. ความสำรวจเสี่ยงต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระทบการเงิน

ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมากเพราะมันส่งผลกระทบทางด้านการเงินสูง ซึ่งความเสี่ยงจริงๆมีหลายรูปแบบจะวัดผลในเชิงการคาดการของตัวเองว่าจะเกิดผลอย่างไร แล้วมันจะเป็นอย่างไร เช่น

1) ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ถ้ารายได้ผันผวน แล้วเรากำลังต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ๆ ที่จำเป็น ซึ่งมีโอกาสทำให้เราช็อตเงินได้

2) ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น โอกาสเจ็บป่วยแล้วทำงานไม่ได้จะจัดการอย่างไร พ่อแม่แก่แล้วถ้าเราเป็นอะไรไปจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ก็จะกลับมาในเรื่องของประกันความเสี่ยงต่างๆ

 

4. ความสำเร็จในการลงทุน

แต่ละเดือนแต่ละปีถ้าเราจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายและบริหารเงินทองได้ รายได้เพิ่ม รายจ่ายควบคุมได้ ยังไงต้องมีเงินออมเพิ่มออกมาแน่ๆ ซึ่งเราสามารถนำมาลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

1) วัดผลการสร้างวินัยในเป้าหมายระยะสั้น แต่ละเดือนแต่ละปีจะต้องออมเพิ่มขึ้นอย่างไร เรามีอะไรมากขึ้นมาบ้างจากเวลาที่ผ่านมา ในส่วนของเงินออมที่จะนำมาลงทุน ปีนี้เริ่ม DCA ที่ 1,000 บาท ปีต่อไปเงินเดือนขึ้นจะซื้อมากขึ้นเป็น 2,000 บาท 5,000 บาทดีไหม เพราะฉะนั้นแล้วเงินทุนที่เรานำไปลงทุนต่อปีมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

2) วัดผลเป้าหมายในระยะยาว เช่น ต้องมี 1 ล้านแรกให้ได้ หรือ จะต้องมี 10 ล้านให้สามารถใช้ในยามเกษียณได้อย่างไม่ลำบาก ในการวางแผนนี้มันจะสอดคล้องกับระยะสั้นด้วยนะ

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ในบทความนี้เราก็จะมีพูดถึงคำถามที่หลายๆคนสงสัยกันว่า ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท ตอบตามตรงเลยว่า……ได้อยู่แล้ว ทำไมจะไม่ได้หล่ะ เพียงแต่ว่าลักษณะของการลงทุนนั้นอาจจะไม่ใช่ลักษณะของการลงทุนโดยตรงซะทีเดียว แต่จะเป็นการลงทุนทางอ้อมโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับนักลทุนรายย่อยทั่วไป ที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกู้หลายๆรุ่น และ กระจายความเสี่ยงในเรื่องของจังหวะเวลาซื้อขายแทนนักลงทุน ส่วนจะมีกองทุนรวมแบบไหนบ้างนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าเราจะ ลงทุนหุ้นได้ไหม แล้วถ้าลงทุนได้จะลงทุนหุ้นตัวไหนดี ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มดูกันได้เลย

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

 

#1. กองทุนรวมตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล บัตรเงินฝาก ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งมันมีความเสี่ยงในระดับต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท โดยที่เราสามารถเลือกระดับความเสี่ยงได้จากนโยบาลการลงทุนของกองทุนว่ากระจายการลงทุนไปตราสารกหนี้ประเภทใดบ้าง ตราสารหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนเท่าใดได้อีกด้วย

#2. กองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้อายุสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อยแถมยังมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงหรือเป็นเงินก้องที่มีวัตถุประสงค์การใช้เงินแล้วแน่นอนในอนาคตได้นั้นเอง

#3. กองทุนรวมหน่วยลงทุน คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนที่จัดตั้งโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม มีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้นเพราะมีการกระจายการลงทุนไปหลายกองทุน ซึ่งมันเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญในการกระจายควาเสี่ยงในการลงทุนมากที่สุด

#4. กองทุนรวมผสม คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน ไม่เกินร้อยละ 65 และไม่เกินร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมผสมจะลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นพร้อมๆ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเหมือนกัน กองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูงขึ้นและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวทางการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้แนะนำไป สิ่งที่สำคัญของการลงทุนตราสารหนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกดูนโยบาลการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง และประเภทของกองทุนว่าเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะการที่เราศึกษานโนบายการลงทุนของกองทุนให้ดีก่อนนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงหรือความเข้าใจในกองลงทุนรวมแต่ละประเภท สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะลงทุนกับอะไรซักอย่างจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกองทุนรวมที่จะทำการลงทุนซะก่อนเป็นอย่างแรก ประเภทของกองทุนรวมนั้นมีหลายประเภทโดยผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะแตกต่างกันออกในแต่ละกองทุนรวม โดยที่เราก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป หรือสามารถเข้าไปสอบถามกับพนักงานของธนาคารที่เราจะไปลงทุนนั้นได้เลย ซึ่งเขาก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำกองทุนรวมที่เหมาะสมกับสภาพความคล่องทางการเงินของเราเอง