เริ่มมองหาการลงทุนใน ‘กองทุนรวม’ ใกล้เวลาสิ้นปี

เริ่มมองหาการลงทุนใน ‘กองทุนรวม’ ใกล้เวลาสิ้นปี

เริ่มมองหาการลงทุนใน ‘กองทุนรวม’ ใกล้เวลาสิ้นปี

เริ่มมองหาการลงทุนใน ‘กองทุนรวม’ ใกล้เวลาสิ้นปี พอใกล้เวลาสิ้นปี ถึงเวลาที่หลายๆ ท่านเริ่มมองหาการลงทุนใน กองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋า โดยเฉพาะเพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี นักลงทุนส่วนใหญ่มักดูเรื่องเงื่อนไขการลดหย่อนและผลตอบแทนของกองทุนเป็นหลัก แต่อีกปัจจัยที่นักลงทุนกองทุนรวมไม่ควรมองข้ามนั้นคือ ค่าใช้จ่ายกองทุน’ ที่เหมือนเป็นตัวฉุดให้ผลตอบแทนที่ควรได้รับลดลง 

“แน่นอนว่าโลกนไม่มีอะไรได้มาฟรี เช่นเดียวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของบริหารกองทุน แต่จะคุ้มหรือไม่ นักลงทุนควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเหล่านี้กับปัจจัยอื่นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้วย”

ค่าธรรมเนียมหลัก ที่นักลงทุนควรรู้อย่างแรกที่เก็บโดยตรงจากนักลงทุนได้แก่ ‘ค่าธรรมเนียมการขาย’ หรือ ‘แรกเข้าเมื่อซื้อหน่วยลงทุน (Front-End Fee)’ และ ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน หรือ ‘เมื่อขายหน่วยลงทุน (Back-End Fee)’ ซึ่งหลายๆ ครั้งในการทำธุรกรรมนี้ ค่าธรรมเนียมได้ถูกหักออกจากเงินลงทุนทันทีก่อนที่จะได้หน่วยลงทุน หรือตอนขายก็จะถูกหักก่อนที่นักลงทุนจะได้รับเงิน 

“นักลงทุนสามารถตรวจสอบค่าธรรมเนียมนี้ก่อนทำการซื้อขายกับทาง บลจ. หรือใน หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fund Fact Sheet) หัวข้อ ค่าธรรมเนียม เพื่อให้แน่ใจว่ากองทุนที่นักลงทุนไปนั้นมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้หรือไม่”

 

สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ จากตัวกองทุนรวมเองเทียบกับทรัพย์สินของกองทุน เรียกว่า ‘Total Expense Ratio (TER)’ ค่าใช้จ่ายนี้รวมถึง ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee Fee) ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน (Register Fee) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Expenses) เช่น ค่าการตลาด ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย เป็นต้น  

“ดังนั้นในตัดสินใจเลือกกองทุนและเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย TER นี้ นักลงทุนต้องเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน โดยทั่วไป TER ของกองทุนประเภทตราสารหนี้มีค่าต่ำกว่า TER ของกองทุนประเภทหุ้นมาก การเทียบ TER ของกองทุนประเภทตราสารหนี้จึงไม่สามารถเทียบได้กับ TER ของกองทุนประเภทหุ้นได้เลย อีกทั้งผลประกอบการและความเสี่ยงของกองทุนสองประเภทนี้ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากนักลงทุนเปิดหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆ ของ 2 กองทุน จึงต้องแน่ใจว่ากองทุนรวม 2 กองนั้นอยู่ในประเภทเดียวกัน จึงสามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม”

ค่าใช้จ่ายอีกประเภทคือ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover Rate Expense)’ นักลงทุนสามารถดูค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้จาก อัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุนของกองทุน (Portfolio Turnover Ratio: PTR)’ ซึ่งแสดงไว้ในรายงานประจำปีของกองทุน ยิ่งกองทุนมีการซื้อขายหุ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งสูง ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายการลงทุนของกองทุนแต่ละกองที่ลงทุนด้วย ว่าผู้จัดการกองทุนต้องการเน้นการลงทุนที่มีผลลัพธ์ ใกล้เคียง (Passive Fund)’ หรือ ‘ชนะดัชนีอ้างอิง (Active Fund)’ กองทุนที่มีนโยบายที่จะชนะดัชนีอ้างอิงก็มีแนวโน้มที่จะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากกว่ากองทุนที่เน้นมีผลลัพธ์ใกล้เคียงดัชนี เพื่อแลกเปลี่ยนกับความคาดหวังว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

 

 

สำหรับท่านที่เน้นการลงทุนเพื่อใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษี เป็นหลัก ค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนควรสนใจเช่นกันคือ  ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเข้าและออก หากนักลงทุนจำเป็นต้องทำการสับเปลี่ยนกองทุนเพื่อการปรับพอร์ตให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม 

“หรือหากกองทุนที่ลงทุนอยู่มีผลประกอบการที่ไม่เป็นตามที่ต้องการและเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นัก นักลงทุนยังสามารถสับเปลี่ยนกองทุนประเภทเดียวกันจากกองหนึ่ง ไปยังอีกกองหนึ่งได้เช่นกัน ซึ่งหากนักลงทุนมีการสับเปลี่ยนกองทุนรวมบ่อย ค่าธรรมเนียมส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้น  แต่หลายๆ ครั้งการพิจารณาสับเปลี่ยนกอง อาจจะทำให้ผลประโยชน์โดยรวมการการลงทุนดีขึ้น หากมีการปรับพอร์ตที่เหมาะสม”

นอกจากกองทุนรวมที่เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว กองทุนรวมยังมี ‘นโยบายการลงทุน’ ที่หลากหลาย เช่น นโยบายลงทุนในหุ้น ทองคำ  อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาบริหารพอร์ตการลงทุนได้ด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา อันเหตุมาจากด้วยภาระหน้าที่การงาน, ความต้องการใช้เวลาในการดูแลครอบครัว หรือความต้องการเวลาในการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอื่นๆ 

 

นักลงทุนหลายๆ ท่านนิยมเลือกการลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทต่างๆ นี้ เนื่องจากมีมืออาชีพบริหารให้ และซื้อง่ายขายคล่อง หากเทียบกับทรัพย์สินบางอย่าง อาทิเช่น หุ้นบางบริษัทที่มีสภาพคล่องต่ำ ที่ดิน บ้าน คอนโด ที่อาจถึงขั้นต้องมาลุ้นกันว่าจะขายออกได้วันไหน โดยเฉพาะเวลาที่รีบใช้เงิน แนวโน้มต้องขายต่ำกว่าราคาที่ตั้งใจไว้ก็มีมาก กว่าจะได้คู่ผู้ซื้อผู้ขาย กว่าจะทำการตกลงราคากันได้ เงินลงทุนเพิ่มเติมที่ต้องปรับปรุงให้ที่ดิน บ้านหรือคอนโดให้ดูดี และเวลาที่ยืดเยื้อในการดำเนินการ เมื่อหักค่าใช้จ่ายซื้อขายต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดและค่าใช้จ่ายแอบแฝง แล้วจะเหลือเท่าไหร่ ส่วนการลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีตลาดรองรับการซื้อขายทุกวันทำการ มีค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ชัดเจนตามระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ 

“ดังนั้นการลงทุน กองทุนรวม จึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการประหยัดเวลา ศึกษาการลงทุนเองในเชิงลึก เช่น ข้อมูลบางอย่างที่นักลงทุนทั่วไปเข้าไม่ถึง และประหยัดเวลาดูแลพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด  และมีสภาพคล่องสูง ทราบค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน” 

แต่ก่อนตัดสินใจซื้อกองทุน ผู้ลงทุนควรศึกษา ‘ค่าธรรมเนียม’ และ ‘ค่าใช้จ่าย’ เหล่านี้ เทียบกับ ‘ผลตอบแทน’ ที่คาดว่าได้รับ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่ากองทุนที่นักลงทุนลงทุนไปได้ผลประกอบการงอกงามตามที่ได้ตั้งใจ

สถานะปัจจัยดึงดูดการลงทุน

สถานะปัจจัยดึงดูดการลงทุน

การตัดสินใจเพื่อการลงทุนในแต่ละครัั้ง แต่ละพื้นที่ต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ความยากง่ายการทำธุรกิจ ค่าจ้างแรงงาน และที่สำคัญคือประสิทธิภาพแรงงาน

สำหรับประเทศไทยแม้จะมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งมีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันถึง 600 ล้านคนเป็นตลาดที่น่าสนใจทัั้งด้านขนาดตลาด ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ส่วนใหญ่จีดีพีต่อปีเฉลี่ยมากกว่า 4-5% และที่สำคัญเป็นตลาดที่กำลังต้องการการบริโภคสินค้าใหม่ๆ มีพฤติกรรมตอบรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เป็นโครงที่เกิดขึ้นเพื่อเสริมจุดแข็งให้ประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุนทั้งจากในประเทศ ในภูมิภาคและการลงทุนจากทั่วโลกด้วย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนของไทยเทียบกับอาเซียนด้วยกัน จะพบว่าไทยไม่ได้ได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ดังนั้นการมีอีอีซี จึงเป็นอีกความหวังที่เชื่อว่าหากโครงการประสบความสำเร็จตามแผน จะทำให้ไทยเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของโลกหรืออย่างน้อยก็เป็นที่หนึ่งแห่งอาเซียน


jabzjaruwat