วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน

วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ

พฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินและการลงทุน พวกเขาจะมีมาตรฐานและระเบียบวินัยในการจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงนั้นก็คือ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การวัดความสำเร็จของเป้าหมายรวมถึงพฤติกรรมที่กำลังเป็นความเสี่ยงด้านการเงิน

ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำ วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงิน การลงทุนง่ายๆ ซึ่งมันสามารถดูหลากหลายด้านมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดรายรับรายจ่าย ใน Excel แล้วแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงพอร์ตการลงทุนไว้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย

 

1. ความสำเร็จในการบริหารเงิน

คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของรายจ่ายมากกว่ารายได้ เลยจะต้องดูว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ซึ่งรายจ่ายหลักๆ ก็คือ

1) รายจ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้าจะกินหรูก็กินได้ แต่อย่ากินทุกวันจนค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะจนติดเป็นนิสัยการใช้เงิน การเพิ่มค่าใช้จ่ายมันง่าย แต่ลดน่ะยากมาก

2) รายจ่ายพิเศษ รายจ่ายนานๆ พวกไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเกมส์ ทีวี ฯลฯ จัดสรรเมื่อมีเงินเหลือเยอะระดับนึงแล้วค่อยใช้ จะไม่ใช่แนว รูดๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายที่หลังยังไง

3) รายจ่าย (เงินออม) เพื่ออนาคตจะวางแผนเกษียณหรือสร้างอนาคตจะต้องมีเงินออมก่อน แล้วมองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อสร้างความมั่งคั่งพื้นฐานในอนาคต เช่น จ่ายค่าประกัน จ่ายเพื่อการลงทุน (ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีกิน) และค่อยต่อยอดด้วย “การออม” เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น

 

2. ความสำเร็จในการสร้างรายได้

แต่ละวันค่าครองชีพมีแต่แนวโน้มจะแพงขึ้น การมีรายได้ลดลงเนี่ยอาจจะทำให้กลุ้มใจได้ หากเราทำงาน มีผลงานและประสบการณ์ทำงานมากขึ้น โอกาสได้เงินเดือนเพิ่มก็เยอะครับ แต่อย่างว่านะครับในแต่ละองค์กรนั้นมักจะมีการจัดการต่างกัน บางทีเราอาจจะเก่งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ในการปรับเงินเดือน ก็อย่าลืมตั้งใจทำงานต่อไปนะครับ

สำหรับการทำงาน Freelance ก็ต้องตั้งเป้าหมายเหมือนกันในเรื่องรายได้ ในช่วงปีแรกๆอาจจะยังไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเราสร้างชื่อเสียงมากขึ้น มันย่อมมีงานมากขึ้น สามารถเพิ่มค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน ปีต่อไปก็จะตั้งเป้าให้สูงขึ้น ต้องสร้างผลงานมากขึ้น

 

3. ความสำรวจเสี่ยงต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระทบการเงิน

ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมากเพราะมันส่งผลกระทบทางด้านการเงินสูง ซึ่งความเสี่ยงจริงๆมีหลายรูปแบบจะวัดผลในเชิงการคาดการของตัวเองว่าจะเกิดผลอย่างไร แล้วมันจะเป็นอย่างไร เช่น

1) ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ถ้ารายได้ผันผวน แล้วเรากำลังต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ๆ ที่จำเป็น ซึ่งมีโอกาสทำให้เราช็อตเงินได้

2) ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น โอกาสเจ็บป่วยแล้วทำงานไม่ได้จะจัดการอย่างไร พ่อแม่แก่แล้วถ้าเราเป็นอะไรไปจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ก็จะกลับมาในเรื่องของประกันความเสี่ยงต่างๆ

 

4. ความสำเร็จในการลงทุน

แต่ละเดือนแต่ละปีถ้าเราจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายและบริหารเงินทองได้ รายได้เพิ่ม รายจ่ายควบคุมได้ ยังไงต้องมีเงินออมเพิ่มออกมาแน่ๆ ซึ่งเราสามารถนำมาลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเอง

1) วัดผลการสร้างวินัยในเป้าหมายระยะสั้น แต่ละเดือนแต่ละปีจะต้องออมเพิ่มขึ้นอย่างไร เรามีอะไรมากขึ้นมาบ้างจากเวลาที่ผ่านมา ในส่วนของเงินออมที่จะนำมาลงทุน ปีนี้เริ่ม DCA ที่ 1,000 บาท ปีต่อไปเงินเดือนขึ้นจะซื้อมากขึ้นเป็น 2,000 บาท 5,000 บาทดีไหม เพราะฉะนั้นแล้วเงินทุนที่เรานำไปลงทุนต่อปีมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

2) วัดผลเป้าหมายในระยะยาว เช่น ต้องมี 1 ล้านแรกให้ได้ หรือ จะต้องมี 10 ล้านให้สามารถใช้ในยามเกษียณได้อย่างไม่ลำบาก ในการวางแผนนี้มันจะสอดคล้องกับระยะสั้นด้วยนะ

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

ในบทความนี้เราก็จะมีพูดถึงคำถามที่หลายๆคนสงสัยกันว่า ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท ตอบตามตรงเลยว่า……ได้อยู่แล้ว ทำไมจะไม่ได้หล่ะ เพียงแต่ว่าลักษณะของการลงทุนนั้นอาจจะไม่ใช่ลักษณะของการลงทุนโดยตรงซะทีเดียว แต่จะเป็นการลงทุนทางอ้อมโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสำหรับนักลทุนรายย่อยทั่วไป ที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกู้หลายๆรุ่น และ กระจายความเสี่ยงในเรื่องของจังหวะเวลาซื้อขายแทนนักลงทุน ส่วนจะมีกองทุนรวมแบบไหนบ้างนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าเราจะ ลงทุนหุ้นได้ไหม แล้วถ้าลงทุนได้จะลงทุนหุ้นตัวไหนดี ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มดูกันได้เลย

ลงทุนหุ้นได้ไหม ? ถ้ามีเงิน 5,000 บาท

 

#1. กองทุนรวมตราสารหนี้ คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล บัตรเงินฝาก ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งมันมีความเสี่ยงในระดับต่ำ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท โดยที่เราสามารถเลือกระดับความเสี่ยงได้จากนโยบาลการลงทุนของกองทุนว่ากระจายการลงทุนไปตราสารกหนี้ประเภทใดบ้าง ตราสารหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนเท่าใดได้อีกด้วย

#2. กองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้อายุสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์นิดหน่อยแถมยังมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงหรือเป็นเงินก้องที่มีวัตถุประสงค์การใช้เงินแล้วแน่นอนในอนาคตได้นั้นเอง

#3. กองทุนรวมหน่วยลงทุน คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนที่จัดตั้งโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม มีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้นเพราะมีการกระจายการลงทุนไปหลายกองทุน ซึ่งมันเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญในการกระจายควาเสี่ยงในการลงทุนมากที่สุด

#4. กองทุนรวมผสม คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน ไม่เกินร้อยละ 65 และไม่เกินร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมผสมจะลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นพร้อมๆ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเหมือนกัน กองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูงขึ้นและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วย

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวทางการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้แนะนำไป สิ่งที่สำคัญของการลงทุนตราสารหนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกดูนโยบาลการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง และประเภทของกองทุนว่าเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะการที่เราศึกษานโนบายการลงทุนของกองทุนให้ดีก่อนนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงหรือความเข้าใจในกองลงทุนรวมแต่ละประเภท สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะลงทุนกับอะไรซักอย่างจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกองทุนรวมที่จะทำการลงทุนซะก่อนเป็นอย่างแรก ประเภทของกองทุนรวมนั้นมีหลายประเภทโดยผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะแตกต่างกันออกในแต่ละกองทุนรวม โดยที่เราก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป หรือสามารถเข้าไปสอบถามกับพนักงานของธนาคารที่เราจะไปลงทุนนั้นได้เลย ซึ่งเขาก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำกองทุนรวมที่เหมาะสมกับสภาพความคล่องทางการเงินของเราเอง

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

วิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มเงินออม คือ ต้องเพิ่มรายรับ หรือ การลดรายจ่าย ถ้าลดรายจ่ายเราสามารถทำได้ทันที แต่ถ้าหากจะเพิ่มรายได้ต้องใช้เวลาในระยะยาว ซึ่งถ้าเป็นไปได้เราขอแนะนำทั้งสองวิธีเลยละกัน คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมถ้าหากเราสามารถที่จะเพิ่มรายรับเองได้โดยการให้เงินทำงานแทนเรา ก่อนที่เราจะมาเริ่มพูดถึงเรื่องการเพิ่มรายได้กันนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของรายได้กันก่อนเลย โดยที่ประเภทของรายได้นั้นมี 2 ประเภทนั้นก็คือ  รายได้หลัก(Active Income) คือ รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน งานประจำที่ทำอยู่ งานรับจ้าง งานขายของทั้งหลาย ล้วนเป็น Active Income ถ้าเกิดวันดีคืนดีเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ เงินก็หายไปทันที ส่วน รายได้ทางอ้อม(Passive Income) คือ รายได้ที่ไม่ต้องใช้เวลาทำงานเพื่อแลกเงิน แต่กลับสร้างรายได้ให้กับเราเพิ่มขึ้น ซึ่งนั้นก็คือสิ่งที่เราจะมาแนะนำ 4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้ ให้กับเพื่อนๆกันนั้นเอง

 

4 วิธีสุดฮิต ที่ทำให้เงินสามารถทำงานแทนคุณได้

1. สร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ต

การสร้างรายได้ด้วยวิธีนี้ สร้างรายได้จากเว็บไซท์ใดๆก็ได้ที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต ตามกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การคลิกลิงค์ การขายสินค้า หรือแม้แต่การสมัครสมาชิก  โดยเราจะได้ค่านายหน้าแต่เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นเป็นผู้กำหนด บางคนอาจจะเริ่มต้นจากการทำเวปไซด์ ทำบล็อก แล้วเขียนบทความต่างๆ หลังจากนั้นถ้าประสบความสำเร็จ มีคนเข้าเวปมากมาย ก็เตรียมตัวรอรับเงินได้เลย

2. การตลาดแบบขายตรง

การเสนอขายสินค้าแบบบุคคลโดยบริษัทจะเสนอสินค้าให้เราได้ขายอย่างอิสระทั่วไป และจะได้รับผลตอบแทนจากสินค้าที่ขายได้และจากการหาลูกข่าย ถ้าหากเราสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาในระดับที่องค์กรกำหนดไว้ เราก็จะได้รับผลตอบแทนลูกข่ายและสินค้าที่ลูกข่ายขายได้อีกด้วย

3. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

การสร้าง หอพัก คอนโด โรงแรม และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเราจะมีรายได้จากค่าเช่าที่ผู้เช่าจ่ายให้ แถมยังได้กำไรที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ส่วนวิธีนี้ก็คงจะเหมาะสำหรับคนที่มีความพร้อมทางการเงินระดับหนึ่งเลย แต่มันก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

4. ลงทุนในสินทรัพย์การเงินต่างๆ

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทุกสามารถศึกษาและเริ่มทำกันได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน หุ้น, กองทุนรวม, ทองคำ ฯลฯ โดยการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ มันอยู่ที่ว่าเรามีความเข้าใจเรื่องการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน สำหรับบางคนที่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน และยอมรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ

 

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกทุกคนว่า วิธีการสร้าง Passive Income นั้นยังมีอีกมากมาย ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดและถูกใจแบบไหนมากกว่า เพราะว่าการที่เราจะลงทุนกับอะไรซักอย่างเราก็ควรที่จะมีความรู้และความเข้าใจในสิ่งนั้นระดับหนึ่งพอสมควร แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะระวังไว้เลยเกี่ยวกับ Passive Income นั้นก็คือ ไม่ใช่ว่าเราเอาเงินไปลงทุนแล้วจะเพิ่มรายได้ได้ทันทีทันใด ทั้งนี้เราจะต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ รวมไปถึงประสบการณ์อีกมากมายในการที่จะทำให้เงินที่เราลงทุนไปนั้นมันกำไรและรายได้ที่ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอนั้นเอง

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเริ่มต้นเลือกแหล่งที่ลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการลงทุนนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบจนบางครั้งก็สับสนแล้วยากต่อการตัดสินใจ เรื่องพวกนั้นอาจจะต้องทำความเข้าใจไปซักระยะพอสมควร แต่เรา loaneasy-payday.net จะมาทำความรู้จักกับ 5 วิธีลงทุนง่ายๆ การลงทุนประเภทต่าง ๆ กันดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าหากว่า พร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย

 

เรามาเริ่มต้นจาก การลงทุนด้วยเงินฝากจากธนาคาร

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แถมไม่จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุนจำนวนมากอีกด้วย และที่สำคัญ ไม่จำเป็จะต้องหาข้อมูลอะไรมากมายเหมือนการลงทุนอื่น ๆ แต่มันก็มีข้อเสียเปรียบอยู่ที่วิธีนี้จะมีผลตอบแทยที่ต่ำ ซึ่งในปัจจุบัน ธนาคารส่วนใหญ่จะมีดอกเบี้ยจากการเงินฝากอยู่ที่ 0-3% ต่อปี เท่านั้น มาดูกันว่าจุดเด่นของการลงทุนแบบนี้กัน

  1. มีความเสี่ยงต่ำมาก หรือแทบไม่มีความเสี่ยงเลย
  2. สภาพคล่องขึ้นอยู่กับประเภทบัญชี
  3. ถ้าต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น ต้องใช้เงินฝากจำนวนมาก

 

การลงทุนด้วย พันธบัตร

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนในอีกระดับหนึ่ง โดยการลงทุนประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการลงทุนด้วยเงินฝากกับธนาคาร ผู้ที่ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ผู้ออกบัตรจะมีฐานะเป็นลูกหนี้ นั้นเอง ซึ่งการลงทุนด้วยพันธบัตรก็จะมีจุดเด่นคือ

  1. อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการลงทุนแบบเงินฝาก
  2. สภาพคล่องทางการเงินขึ้นอยู่กับระยะไถ่ถอน
  3. ความเสี่ยงต่ำ

 

การลงทุนด้วย กองทุนรวม

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนที่จะนำผู้ลงทุนหลาย ๆ คนมารวมกัน โดยให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งจะมีผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วยในมาบริหารจัดการเงินทุนก้อนนั้น แถมประเภทของกองทุนก็มีหลากหลาย ตั้งแต่กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม ฯลฯ การลงทุนแบบนี้มีจุดเด่นอยู่นั้นก็คือ

  1. เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่
  2. มีผลตอบแทนที่สูง และมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
  3. บางกองทุนรวม มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อและขายได้

 

การลงทุนด้วย ทองคำรูปพรรณ

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

เป็นการลงทุนที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย เนื่องจากทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ซึ่งมีการลงทุนในทองคำหลากหลายรูปแบบ แต่เราจะมีกล่าวถึงแค่เพียงทองคำรูปพรรณเป็นหลัก โดยจุดเด่นของการลงทุนประเภทนี้ก็มีอยู่เช่นกันนั้นก็คือ

  1. ทองคำรูปพรรณต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี
  2. สภาพคล่องสูง เปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย
  3. มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง

 

การลงทุนด้วย หุ้น

5 วิธีลงทุนง่ายๆ เข้าใจการลงทุนได้ทันที

การลงทุนประเภทนี้จะเป็นการลงทุนที่แตกต่างจากกองทุนรวม โดยสามารถเลือกซื้อจากธุรกิจที่เราต้องการได้ ตัดสินใจเองได้ด้วย ซึ่งการลงทุนในหุ้น มีจุดเด่นดังนี้

  1. ผลตอบแทนสูงมาก และมีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน
  2. ต้องศึกษาความรู้ในหุ้นที่เราลงทุน
  3. ต้องมีเวลาในการติดตามผลการลงทุนสม่ำเสมอ

 

ทั้งนี้การลงทุน ย่อมมีความเสี่ยงอยู่เสมอ จะเสี่ยงมากหรือน้อยก็ถึงอยู่กับประเภทของการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งการลงทุนที่มาแรงในช่วงนี้คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวเป็นการลงทุนแนวใหม่ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ก็หวังว่า 5 วิธีลงทุนง่ายๆ ที่เราเอามาแนะนำในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้กันนักลงทุนทุกๆท่านนะครับ

ประเภทบัญชีเงินฝาก

ทำความรู้จัก ประเภทบัญชีเงินฝาก และวัตถุประสงค์

ประเภทบัญชีเงินฝาก ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบมีทั้งฝากระยะสั้น หรือแม้กระทั้งการฝากแบบ ระยะยาว อีกทั้งธนาคารแต่ละที่ก็จะมีนโยบาลในการฝากที่แตกต่างกันออกไป ทั้งระยะเวลาในการฝากเงิน และอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นทุกคนควรที่จะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ประเภทบัญชีเงินฝาก ว่าแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันยังไง แบบไหนที่จะเหมาะกับการฝากเงินของคุณ

#1 เงินฝากออมทรัพย์
เป็นบัญชีที่เหมาะสำหรับบุคคลที่ออมรายย่อย โดยที่ประเภทนี้จะไม่มีกำหนดยอดเงินฝากขั้นต่ำ รวมทั้งไม่มีกำหนดระยะเวลาในการรับฝาก มีความคล่องตัวด้านการเบิกถอน จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน แต่จะสะสมยอดไว้และจ่ายให้กับผู้ฝาก ปีละ 2 ครั้ง

จุดเด่น
1. มีความมั่นคง (ตราบใดที่ยังมีการคุ้มครองเงินฝาก)
2. สภาพคล่องสูง ฝาก ถอนเมื่อไหร่ก็ได้
3. มีเงินน้อยก็สามารถฝากได้
4. ได้รับผลตอบแทนแน่นอน

จุดด้อย
1. ผลตอบแทนปานกลาง แต่มักจะน้อยกว่าบัญชีเงินฝากประจำ
2. ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย (ในกรณีที่ดอกเบี้ยรับเกิน 20,000 บาท ต่อปี)

#2 เงินฝากประจำ
เป็นบัญชีที่เหมาะสำหรับบุคคลที่ออมแบบมีระยะเวลาแน่นอน เช่น ระยะเวลาฝาก 3 6 เดือน ถึง 1 ปี เป็นต้น บัญชีเงินฝากประจำจะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ เพราะเป็นเงินฝากที่มีระยะเวลานาน ทำให้ธนาคารสามารถนำไปหาผลประโยชน์ได้สะดวกกว่าเงินฝากประเภทอื่น

จุดเด่น
1. มีความมั่นคง (ตราบใดที่ยังมีการคุ้มครองเงินฝาก)
2. ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์
3. ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน
4. สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

จุดด้อย
1. ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
2. เงินฝากถูก Lock ไว้ เพราะฉะนั้นอาจเสียโอกาสที่จะนำไปฝากที่อื่น หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
3. ถ้าถอนก่อนกำหนด อาจได้ดอกเบี้ยเพียงนิดเดียว

#3 เงินฝากกระแสรายวัน
เป็นบัญชีที่มีความคล่องตัวสูง เบิกถอนหรือโอนให้บุคคลอื่นได้โดยการสั่งจ่ายเช็ค เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการความสะดวก ซึ่งปกติธนาคารจะไม่ให้ดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทนี้ เพราะว่าบัญชีประเภทนี้ให้ประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่เป็นตัวเงินกับผู้ฝาก

จุดเด่น
1. สะดวก สภาพคล่องสูง
2. ใช้ร่วมกับเช็คได้
3. สามารถขอวงเงินเบิกเกินบัญชีได้

จุดด้อย
1. ไม่ได้รับดอกเบี้ย

ก่อนที่จะเลือกเปิดบัญชีประเภทใดๆ เราควรทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของประเภทบัญชีนั้นให้ดีก่อนนะครับ และเมื่อคุณพอเข้าใจเกี่ยวกับประเภทบัญชีแล้วก็ลองมองหาว่า ประเภทบัญชีแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณ หากคุณยังไม่มั่นก็สามารถที่จะสอบถามกับทางพนักงานของธนาคารได้

เทคนิคการลงทุน สไตล์ มนุษย์เงินเดือน

เทคนิคการลงทุน สไตล์ มนุษย์เงินเดือน!!!

เทคนิคการลงทุน สไตล์ มนุษย์เงินเดือน ที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนนั้นใครว่ามันไม่มี เพียงแต่การลงทุนที่จะทำให้เงินก้อนเล็กๆกลายเป็น เงินก้อนโต ได้โดยไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียวนั้น มันค่อยข้างจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น วันนี้ loaneasy-payday.net เลยจะมาพูดถึง เทคนิคการลงทุน บางส่วนที่จะมาช่วยในการทำให้เงินก้อนเล็ก ๆ ที่คุณมีนั้นกลายเป็นเงินก้อนโตได้ ถ้าหากคุณพร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลย

เทคนิคการลงทุน สไตล์ มนุษย์เงินเดือน

ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนที่สุด

การที่เราจะเก็บเงิน หรือแม้กระทั้งการจะลงทุนกับอะไรก็ตาม เราจะต้องมีเป้าหมายในการจะทำสิ่ง ๆ นั้นด้วยว่า เราทำไปเพื่ออะไร และเป้าหมายของการลงทุนครั้งนี้คืออะไร ซึ่งการที่เรา ตั้งเป้าหมาย ได้นั้นจะช่วยให้เรา วางแผนการลงทุน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ดียิ่งขึ้น

ควรมีเงินสำรองในกรณีฉุกเฉิน

สิ่งนี้เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในกรณีที่เิกดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เราควรที่จะมี เงินสำรองและแผนสำรอง เผื่อไว้ด้วย เพราะในทุก ๆ การลงทุน ย่อมมีช่วงเวลาที่เกิดเหตุที่ไม่เป็นไปต่างแผนของเราแน่นอน การมีเงินสำรองไว้จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นได้ไม่มากก็น้อยนั้นเอง

ศึกษา/หาข้อมูล เกี่ยวกับสิ่งที่จะลงทุน

หากเราลงทุนในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสิ่งที่เรารู้จริงจะทำให้เราสนุกกับสิ่งนั้นไปได้นาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลย มันจะทำให้คุณเดินไปเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว ดีกว่าการมานั่งศึกษาในสิ่งที่คุณไม่รู้เลยใหม่ตั้งแต่ต้น นอกจากการหาข้อมูลแล้ว การที่เรามีที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำที่ดีด้วยนั้น จะช่วยให้เราเอาความรู้ใหม่ ๆ หรือคำแนะนำต่าง ๆ มาช่วยในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาได้ในการลงทุนของเราได้ด้วย

การวางแผนการลงทุน

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินประโยคแบบนี้มาไม่ใช่น้อย และการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนการลงทุนของเรานั้นเอง การที่เรามีเงินที่จะลงทุนจำกัด ควรจะนำเงินไปลงทุนในด้านของการฝากเงินออมทรัพย์ ส่วนคนที่มีเงินมากพอที่จะรับความเสี่ยงนั้นได้ อาจจะมีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศเลยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่แย่เหมือนกัน แต่ย้ำนะว่าเหมาะสำหรับคนที่พอจะรับความเสี่ยงที่สูงได้ เท่านั้น!!!

เลือกทำธุรกิจเล็ก ๆ

การจะเริ่มทำการลงทุนโดยไม่มีประสบการณ์ด้านนั้นเลย ถือว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยงต่อการล้มเหลวมาก ๆ การที่จะเริ่มต้นลงลทุนกับธุรกิจเล็ก ๆ จะทำให้เราได้รู้เทคนิค วิธีการบริหาร ปัญหาของการทำธุรกิจ เพราะหากธุรกิจนั้นล้มเหลวก็ยังเสียเงินทุนไม่มากนัก แลกกับประสบการณ์ที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว และหากเมื่อไหร่ที่ธุรกิจที่ทำอยู่ รอดได้ แล้วหล่ะก็ โอกาสที่คุณจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นก็สามารถทำได้ไม่ยากเลย

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบไหนก็อย่าลืม เก็บเงินออม ไว้ด้วยนะ แบ่งสัดส่วนของเงินให้ชัดเจนว่า เงินส่วนไหนที่จะเก็บไว้ลงทุน เงินส่วนไหนที่จะเก็บไว้ออมทรัพย์ เพื่ออนาคตข้างหน้า ยังไงก็ลองมองหาแนวทางการลงทุนของตัวเองดู ทำให้สิ่งที่ชอบ และรักในสิ่งที่ทำ จะทำให้คุณมีความสุขไปพร้อมกับการพัฒนาสิ่งเหล่านั้นไปด้วย

5 เทคนิค สำหรับมือใหม่หัดลงทุน

5 เทคนิค ความรู้สำหรับมือใหม่หัดลงทุน

ในปัจจุบันนี้ ใคร ๆ ก็อยากที่จะลงทุน เพื่อหากำไรที่มาจากการลงทุน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องรู้ก็คือ ในทุก ๆ การลงทุน เมื่อมี คนที่ได้ ก็ต้องมี คนเสีย ดังนั้น จะมีคนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นในตลาดหุ้นที่จะได้กำไร ในขณะเดียวกันก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ขาดทุน เช่นกัน แน่นอนว่า เราคงไม่อยากจะเป็นกลุ่มคนที่ขาดทุนแน่นอน วันนี้เราเลยจะมาพูดถึง 5 เทคนิค ความรู้สำหรับมือใหม่หัดลงทุน ว่า เราจะเริ่มต้นยังไงให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนกัน ถ้าพร้อมแล้วเราไปเริ่มกันเลยครับ

  1. เลือกลงทุนกับสิ่งที่ตนเองชอบ
    ก่อนอื่นเลยเราต้องสำรวจความชอบของตัวเองก่อนครับว่าเราชอบอะไร หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องเลือกจากสิ่งที่ชอบด้วยละ คืออย่างงี้ครับ ในการลงทุนนั้นมีหลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโด บ้าน ที่ดิน, การลงทุนในสินทรัพย์ เช่น ทองคำ เพชร พระเครื่อง หรือแม้แต่การลงทุนทำะุรกิจส่วนตัว เราควรที่จะเลือกลงทุนตามความชอบของตัวเองก่อน เพราะการลงทุนต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลและติดตามข่าวสาร เพราะงั้นการที่เราลงทุนในสิ่งที่ชอบ มีความสนใจในสิ่ง ๆ นั้น จะทำให้เราอยู่กับมัน เข้าใจมันได้นานครับ
  2. หาความรู้เพิ่มเติมสม่ำเสมอ 
    คุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า การประสบความสำเร็จ ย่อมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ก็อย่างที่บอกครับ เราควรที่จะรู้และศึกษาในสิ่งที่เราจะลงทุนก่อนครับ และในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่จะสามารถค้นหาข้อมูลหรือติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การอ่านหนังสือการลงทุน หรือแม้แต่ การเข้ากลุ่มโซเชียล Facebook, Line ที่จะค่อยอัพเดทสถานการณ์กันแบบรายวัน เลยก็มีครับ

  3. เริ่มลงมือทำ
    เมื่อเราศึกษาหาความรู้มาพอสมควรแล้ว ต่อไปก็ลงมือทำเลยครับ เพราะไม่มีประสบการณ์ไหนที่จะสอนเราได้ดีเท่าประสบการณ์จริง ดังนั้น หากคุณคิดที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องรักที่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบดูสภาพแวดล้อมด้วยตัวเอง เมื่อคุณได้ไปเห็นหลาย ๆ ที่แล้ว คุณจะเริ่มมองออกครับว่า จุดเด่น จุดด้อย ของทรัพย์แต่ละอย่างนั้นเป็นอย่างไร หรือหากคุณลงทุนในหุ้น เราอาจจะเริ่มจากเงินไม่สูงมากนัก เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประสบการณ์ต่าง ๆ จะสอนคุณเองครับ

  4. รู้จักใช้เทคโนโลยี
    ในยุดเทคโนโลยีแบบนี้ ย่อมมีเทคโนโลยีมากมายที่จะมาช่วยทุ่นแรง และทุ่นเวลาอย่างมาก ที่จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น เช่น แอปพลิเคชั่นสำหรับการลงทุน หรือ รายงานราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ ที่มาพร้อมการวิเคราะห์ทางเทคนิคต่าง ๆ ส่วนการใช้อินเตอร์เน็ต เป็นแหล่งค้นหาข้อมูลนั้น ก็ถือว่าเป็นอะไรที่สะดวก รวดเร็ว เช่นกัน ดังนั้นหากคุณรู้จักใช้งานเทคโนโลยีนั้นจะช่วยประหยัดเวลาในการลงทุนอย่างมาก

  5. ความมีวินัย
    การที่จะเป็นนักลงทุนที่ดีนั้น จะต้องมีวินัยในการ cut loss เมื่อหุ้นที่ลงทุนไปมีการเปลี่ยนแปลง หรือไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จะต้องรู้จักขายหุ้นออกให้ถูกเวลา ซึ่งจะมีรายละเอียดในการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามการลงทุนแต่ละประเภท ดังนั้น เมื่อเรามีหลักการในการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว ก็ควรมีวินัยในการปฏิบัติตามด้วยครับ

สุดท้ายนี้ คุณควรที่จะประเมินดูผลงานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วิเคราะห์ผลการลงทุนในช่วง 3 เดือน หรือจะทุก ๆ 1 ปี ว่าเราได้อะไรจากการลงทุนในครั้งนี้ไปบ้าง ตรงไหนดี ตรงไหนที่เราพลาด หรือจุดไหนการลงทุนใดที่ควรปรับปรุง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถที่จะเริ่มต้นการลงทุนได้ไม่ยากแล้วครับ

การลงทุนคืออะไร แล้วการลงทุนช่วยทำให้เราได้บ้าง

การลงทุนคืออะไร แล้วการลงทุนช่วยทำให้เราได้บ้าง

การลงทุนคืออะไร แล้วถ้าเกิดว่าลงทุนแล้วจะได้อะไร

การลงทุนคืออะไร เรามาพบกับการ ลงทุน ในโลกของเราดีกว่า ว่าการลงทุนนั้น มันมีความหมายอะไร มันช่วยอะไรของเรา ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักของการลงทุนไปดีกว่า โดย ใครก็สามารถที่จะลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเรื่องจอง หุ้น ของเรื่องของ อสังหา หรือว่าการลงทุน เปิดร้าน เปิดร้านขายของ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกันกว่า ว่ามันคืออะไรกันแน่ และมันช่วยอะไรของเราบ้าง

การลงทุนคืออะไร แล้วการลงทุนช่วยทำให้เราได้บ้าง

“การลงทุน” คือ การที่เราต้องใช้เงิน โดยจะเป็นการใช้เงินไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน โดยเรานั้น จ่ายเงินไป โดยเป็นการมุ่งหวังว่า พวกเขานั้นจะได้โดยมุ่งหวังจะได้รับ ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายนั้นในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนเชื่อว่าเงินสดหรือผลตอบแทน ส่วนเพิ่มที่จะได้รับคืนนั้น จะเป็นการที่จะสามารถทำเงินได้มากกว่า เพราะว่าการที่เราเอาเงินไปไว้ที่ ธนาคาร นั้น อาจจะได้ดอกเบี้ย และไม่มีความเสี่ยง
แต่ว่าในโลกของเรานั้น เงินมีอัตรา ที่เฟ้อขึ้นในทุกๆปี เพราะว่าการที่เราเอาเงินไปไว้ที่ ธนาคาร นั้น มันไม่สามารถที่จะทดแทน อัตราเงินเฟ้อได้ ดังนั้นการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนวิธีไหนก็ตาม จะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า อัตรา เงินเฟ้อ อย่างแน่นอน

ดังนั้นการลง หมายถึง การออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ว่าเรานั้นก็ต้องรับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าเกิดว่าเราทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือว่าขาดการศึกษาให้ชำนาญ ก่อนนั้น เราก็อาจจะขาดทุนจาการที่จะลงทุนไปก็ได้ การตัดสินใจนำเงินออมมาลงทุน เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพื่อที่เราจะได้ไม่ สูญเงินที่เรานำไปลงทุน ดังนั้น ก่อนการลงทุนทุกอย่างนั้น เราควรที่จะ ศึกษา หรือว่าหาวิธี หรือว่าคิดให้รอบคอบก่อนที่จะนำไปลงทุน

โดยปัจจุบันนี้ เราสามารถที่จะลงทุนได้หลากหลายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยในตลาดการเงินปัจจุบัน มีทางเลือกสำหรับการลงทุน ให้เราเลือกมากมาย ทั้งสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) ประเภทพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นทุนกองทุนรวมประเภทต่างๆ หรือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) เช่น ทองคำ ที่ดิน อาคาร เครื่องประดับ หรือว่าเสื้อผ้า หรือว่าจะเป็น นาฬิกาหรู ทุกอย่างถือว่าเป็นการลงทุนทั้งหมด
เพระาว่าในปัจจุบันนี้ แบนด์ ไฮเอ็น นั้นมีราคาที่สูงขึ้นมากทุกปี แต่ว่การที่จะลงทุนนั้น
คุณควรที่จะศึกาษให้ รอบรู้ หรือว่าเราถนัด ด้านไหน เราก็สามารถที่จะไปลงทุนในด้านนั้นได้ เช่น ถนัดเรื่องของ นาฬิกา เราก็สามารถที่จะไปซื้อ นาฬิกา และสำหรับนำมาเป็นกำไรได้ เพราะว่า อัตราของ นาฬิกาหรู นั้นมีอัตราที่สูงกว่า อัตรา เงินเฟ้อ ดังนั้น จะจะคุมค่ากับการลงทุน อย่างแน่นอน